ใครมีเรื่องราวลี้ลับมหัศจรรย์มาแลกเปลี่ยนกันได้ค่ะ

กระทู้ใน 'ห้องนั่งเล่น' โดย dolly natwarin, 11 ต.ค. 2014

  1. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ใครมีเรื่องราวลี้ลับมหัศจรรย์มาแลกเปลี่ยนกันได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง วัตถุมงคล แร่ธาตุมหัศจรรย์ มิติลี้ลับ รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับภูตผีปิศาจ....
     
  2. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    1382798649-Untitled1-o.png 1235346_251016658380662_633640289_n.jpg 1382798649-Untitled1-o.png มหาสยาดอโกวินดา อายุ 1,113 ปี

    สยาดอ โกิวินดาท่านนี้เป็นผู้ทรงอภิญญา เชี่ยวชาญด้านกสิณ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านคือสิทธาหรือผู้สำเร็จแห่งเมืองพม่า เป็นผู้สำเร็จปรอทอีกท่านหนึ่งที่ยังคงอยู่ กล่าวกันว่าท่านมีอายุยืนยาวมาหลายร้อยปี

    วิชาปรอทสำเร็จ มีเผยแพร่อยู่ทั่วโลกทั้งในสุวรรณภูมิมีไทย ลาว เขมร พม่า มลายู ทางอินเดีย อียิปต์ เปอร์เซีย ทางจีน ธิเบต ส่วนต่างๆของโลกต่างมีวิชาเล่นแร่แปรธาตุการทำปรอทสำเร็จทั้งสิ้น และเมืองพม่าก็เป็นเมืองหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องวิชาปรอท ถึงกับมีตำนานผู้วิเศษพู่พู่อ่องและผู้วิเศษอื่นๆอีกหลายท่านที่สำเร็จปรอทสืบๆกันมา ตราบจนท่านมหาสยาโกวินดาท่านนี้ที่เป็นอีกหนึ่งตำนานแห่งการเล่นแร่แปรธาตุของเมืองพม่าในทุกวันนี้
     
    Last edited: 11 ต.ค. 2014
  3. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ปรอทสำเร็จ ที่โบราณจารย์กล่าวไว้ว่าถ้าสร้างสำเร็จจะมีฤทธิ์เทียบเคียง "เหล็กไหล"
    [​IMG]
    การหุงปรอทด้วยไฟอาคม
    ตำหรับพระเวทไทยยกตัวอย่างในสายหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า สายหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพธิ์ จ.นครสวรรค์และทางภาคอีสานอย่างท่านหลวงปู่ลือ สุขปุญโญ วัดป่านาทามวนาวาส จ.มุกดาหาร พระปลัดทองดี วัดกลางฯ จ.สมุทรปราการ จะใช้จิตกับอาคมหุงปรอทให้แข็งโดยไม่ใช้ไฟที่มีความร้อนแต่อย่างใดซึ่งเป็นการหุงปรอทแบบหนึ่งที่ปัจจุบันเกือบหาดูไม่ได้แล้ว ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าความรู้ตรงนี้เป็นสายเฉพาะที่ถูกปิดบังกันไว้กว่าจะนำมาเสนอ ได้ก็ยากลำบากเสียเต็มประดา จะขยายความอย่างนี้ว่าวิชาการหุงปรอทนั้นใช้จิตกับอาคมเป็นสำคัญ หาก “วางจิต”ถูกส่วนปรอทจะงวดตัวค่อยๆแข็งแบบเดียวกับการเสกน้ำมันงาให้แข็งตัวอย่างที่เขาอ้อปักษ์ใต้เรียกว่า “พิธีตั้งมัน” แต่การเสกปรอทให้แข็งตัวนั้นเขาเรียกการ “หุง”หรือ “ฆ่า”ปรอทและถือว่าปรอทนั้นแข็งตัวสนิทไม่มีน้ำปรอทเยิ้มออกมาเป็นเสร็จกิจพิธี ปรอทที่ได้จะค่อยๆแข็งตัวสนิทในสามวันและจะแข็งขึ้นเรื่อยๆจนสามปีจะแข็งเป็นศิลาและทรงความศักดิ์สิทธิ์ในอิทธิของปรอทนั้นโดยทันทีที่ปรอทสำเร็จตัวหุงจับกันเป็นก้อนจนเป็นของทนสิทธิ์ที่ไม่ต้องพึ่งพาเลขยันต์ใดใดการกำหนดเลขยันต์ในบางตำราก็เพื่ออนุเคราะห์ให้ศิษย์ในสำนักนั้นสามารถทำปรอทได้สำเร็จเร็วขึ้นเท่านั้น หากอาคมถึงขั้นก็เพ่งกันให้แข็งในทีเดียวและรับรองว่าไม่ต้องใช้มะนาวเป็นพันลูกอย่างที่บางท่านเข้าใจเพราะน้ำมะนาวไม่ได้ทำให้ปรอทแข็งตัวผู้ที่ไม่เดียงสาในเรื่องวิชาการทำปรอทมักจะเข้าใจว่าน้ำมะนาวฆ่าปรอทแต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เพราะแค่เป็นตัวทำให้สิ่งแปลกปลอมออกจากปรอทและทำให้ปรอทบริสุทธิ์ขึ้นในแง่เคมีวิทยาโบราณเท่านั้น
    สำหรับการหุงปรอทด้วยอาคมนั้นในขั้นแรกจะต้องหาปรอทที่บริสุทธิ์มาทำการไล่โทษเพื่อขจัดสิ่งเป็นพิษต่างๆออกจะได้ไม่เกิดโทษภายหลังจากนั้นนำปรอทมาใส่ถ้วยตะไลหรือครกบดยาที่คะเนว่าถือบริกรรมได้สะดวกจากนั้นนำมาบริกรรมด้วยพระคาถาธาตุไฟและพระคาถาสตุปรอทใช้มือกวนภาวนาคาถากำกับ (หากชำนาญใช้จิตเพ่งอย่างเดียว) กระทำอย่างเดียวกับที่เราหุงข้าวให้ขึ้นหม้อกล่าวคือกล่าวคือ เมื่อใช้ธาตุไฟเป็นตัวประชุมธาตุดิน ธาตุลม ธาตุน้ำจนเข้าได้ที่กล่าวคือธาตุไฟในตัวผู้บริกรรมจะเป็นตัวหุงปรอทเหมือนข้าวมีอาคมเป็นธาตุดินน้ำคือเชื้อในการหุงก็จะค่อยๆทำให้อณูธาตุของปรอทเริ่มปลุกตัวคือสั่นสะเทือนเหมือนเราคั่วข้าวโพด (ตรงนี้ต้องดูด้วยสมาธิ) ปรอทจะสั่นหรือปลุกตัวขึ้นจนบางส่วนกลายเป็นไอแล้วควบแน่นค่อยๆจับตัวแข็ง ขึ้นทีละน้อย จนสำเร็จตัวเป็นปรอทนิ่งซึ่งในภาษาศัพท์ทางวิทยาคมเรียกว่า “ปรอทตาย” ที่หมายถึงอิ่มตัวนิ่งแล้วมิได้หมายถึงการสูญไป การเทียบกับการหุงข้าวนั้นก็เพราะต้องมีความพอดีที่สมาธิต้องวางจิตในระดับที่ถูกต้องไม่สูงหรือต่ำกว่าภาวะที่จะหุงปรอทได้เพราะบางคนวางจิตสูงเกินไปเป็นอารมณ์ระดับวิปัสสนาก็หุงปรอทไม่เป็นเช่นเดียวกันอย่างมีเรื่องเล่าในศิษย์ของท่านพระอาจารย์ฝั้นภูริทัตโตที่ท่านสำเร็จสมาธิระดับสูงได้ลองนำปรอทมาเพ่งให้แข็งตัวเหมือนกันโดยท่านทำการเพ่งปรอทให้แข็งนี้นานหลายวันแต่ไม่สำเร็จทั้งนี้ก็เนื่องจากท่านสำเร็จภูมิจิตระดับสูงในองค์วิปัสสนาที่ไม่ใช่เรื่องทางโลกีย์ญาณเมื่อนำมาเพ่งข่มปรอทซึ่งเป็นเรื่องญาณโลกีย์จึงไม่อาจบังคับให้ปรอทแข็งตัวได้นั่นเอง การวางจิตให้ถูกระดับกับเรื่องที่จะทำเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการศึกษาเรื่องจิตตานุภาพเพราะต้องฉลาดเชี่ยวชาญในการรู้วาระจิตและคุณสมบัติต่างๆของจิตแต่ละระดับว่ามีคุณภาพเช่นไร การหุงหรือสตุปรอทจึงสำคัญอยู่ที่การวางสมาธิในระดับที่ถูกต้องจึงจะข่มปรอทลงได้ ซึ่งระดับขั้นในการวางจิตเป็นสมาธิเพื่อการข่มปรอทนั้นในชั้นบทความนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่จึงขอเว้นข้ามไป
    ปรอทวิเศษที่สตุสำเร็จนี้เป็นของพิสดารเพราะมีอำนาจในตัวที่แปลกประหลาดจากเครื่องรางอื่นใดเนื่องจากหากวางปนกับเครื่องรางชนิดอื่นจะมีอำนาจดูดกลืนพลังงานของเครื่องรางต่างๆมาประจุไว้ที่ปรอทอาคมจนหมดหากเครื่องรางนั้นพระเกจิอาจารย์มีอาคมไม่กล้าแข็งตรึงอาคมประจุไว้ไม่มั่นคงดีพอก็อาจทำให้เครื่องรางอื่นๆที่วางปนกับปรอทนั้นหมดอำนาจลง ซึ่งในสายของหลวงปู่ลือ จ.มุกดาหาร ท่านตะหนักถึงคุณสมบัติข้อนี้ดีจึงห้ามศิษย์ของท่านนำปรอทวิเศษที่ท่านสตุประสิทธิให้วางปะปนกับเครื่องรางชนิดอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากปรอทวิเศษอาคมที่กล่าวถึงนี้มีคุณสมบัติบางประการใกล้เคียงเหล็กไหลตรงที่สามารถข่มอำนาจเวทวิทยาคมทั้งปวงได้นั่นเองโดยเฉพาะฝ่ายมนต์ดำที่เป็นเวทวิทยาที่เกี่ยวกับวิญญาณและซากศพที่ปรอทโดยธรรมชาติเป็นปฏิภาคต้องลงกินทำลายสิ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปกติจนหลายท่านเข้าใจผิดไปว่า ปรอทนั้นชอบกินขอเน่าเหม็นสกปรกแต่แท้จริงเป็นการสลายประจุต่างขั้วแบบไฟฟ้าบวกและไฟฟ้าลบที่ต้องวิ่งเข้าหากันเสมอ ในกระบวนเครื่องรางที่โบราณาจารย์ท่านกำหนดให้ติดตัวเวลาเดินทางผ่านป่าเขาที่มีภยันต์อันตรายจาก ภูตผีปีศาจ พิษ ว่าน พิษสัตว์ทั้งอสรพิษหรือสัตว์อาคมอย่าง ตะขาบกล , วัวธนู , งูอาคม เฝ้าทรัพย์หรือสัตว์พยนต์ จิตวิญญาณประเภทอมนุษย์อย่างรากษส เปรตอสุรกายบาง จำพวกที่มีฤทธิ์เรียกว่า มหิทธิกาเปรต (ซึ่งเดิมเป็นผู้ทรงอาคมแต่มีวิบากกรรม) ก็ไม่อาจต้านอำนาจแสงหรือรัศมีอำนาจของปรอทอาคมได้แต่อย่างใดจึงนับว่ามีอานุภาพข่มอาถรรพ์และสะกดวิญญาณร้ายทั้งปวงโดยตรง ในสมัยโบราณพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการเล่นแร่แปรธาตุอย่างหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพธิ จ.นครสวรรค์ หรือ หลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาทต่างก็แสดงวิชาปรอทนี้ให้ลูกศิษย์ได้ประจักษ์แต่สมัยก่อนนั้นการดักปรอทแต่ละครั้งทำได้ไม่มากนักจึงพบเครื่องรางลูกปรอทสะกดของทั้งสองสำนักค่อนข้างน้อยจนบางครั้งนักนิยมพระเครื่องบางท่านคิดว่าไม่มีเลยก็มี ในศิษย์รุ่นเก่าๆของหลวงพ่อวัดมะขามเฒ่าต่างก็ยืนยันว่า หลวงพ่อวัดมะขามเฒ่านี่ท่านเชียวชาญเรื่องธาตุและปรอทมากท่านสร้างเครื่องรางจากปรอทไว้พอสมควรแต่ที่ที่ไม่ค่อยได้พบเห็นก็คือลูกอมที่ท่านใช้อาคมปั้นปรอทกับทองแดงเถื่อนให้เข้ากันใช้ป้องกันตัวมอบให้ศิษย์บางคนที่เรียกกันว่า “ทองแดงโดด” ก็เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการสตุปรอทนั่นเอง
    ความเชื่ออีกประการหนึ่งของปรอทวิเศษคือเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่มี ธาตุรู้บางประการในตัวแม้ไม่ซับซ้อนเท่าจิตมนุษย์แต่มีอำนาจสูงสามารถเดินหนคือไปมาได้เองหากเจ้าของหมดบารมีหรือเก็บไว้ไม่ถูกที่ถูกทางก็มักหายหรือหาไม่เจอเอาเฉยๆ โบราณจารย์ที่สำเร็จจิตและวิชาอาคมชั้นสูงก็มักใช้คุณสมบัติของปรอทอาคมเพิ่มความเข้มขลังของสัตว์หรือพยนต์ที่ตนสร้างขึ้นบางท่านถึงกับลงปรอทอาคมประจุไว้ในเทวรูปหรือพระพุทธรูปก็มี ในปัจจุบันก็มีหลักฐานประจักษ์ที่วัดแห่งหนึ่งแถวนนทบุรี (ขอปิดนาม;ขณะนี้กำลังขออนุญาตทางวัดนำเรื่องราวมาเผยแพร่)) ได้มีพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ได้ประจุปรอทอาคมไว้ที่หุ่นรูปเทพยดาสองตนที่ประดับไว้ที่พระประธานในพระอุโบสถ ความแรงของปรอทอาคมถึงกับทำให้หุ่นรูปเทพยดาทั้งสองตนออกมาเดินให้คนเห็นในเวลากลางคืนจนเป็นที่หวาดกลัวของคนทั่วไปจนพระเถระรูปนั้นต้องตรึงด้วยตะปูที่ลงอาคมปรากฏให้เห็นว่ารูปเทพยดานั้นมีตะปูตรึงที่ขามาจนทุกวันนี้
    ปรอทวิเศษยังเป็นที่นับถือของพระเกจิอาจารย์ที่ออกเดินธุดงค์ ซึ่งพระที่ท่านได้วิชาปรอทจะฝังปรอทอาคมที่หัวไม้ท้าวที่พลีจากไม้กลางดงเรียกว่า “ไม้เท้าเบิกไพร” หรือ “เครือเถาอริยะ” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถขอชมไม้เท้าเบิกไพรที่ตกทอดมาแต่สมเด็จสังฆราชสุกไก่เถื่อนและพระเกจิยุคโบราณได้ที่พระครูสังฆรักษ์วัดพลับกทม. อันแสดงให้เห็นว่าแม้พระเกจิอาจารย์ที่ทรงญาณสมาบัติชั้นสูงก็ยังเห็นคุณของปรอทวิเศษจึงนำมาบรรจุที่ยอดไม้เท้าเวลาเดินธุดงค์ ส่วนปรอทที่เคี่ยวด้วยอาคมที่นำมาแสดงนั้นเป็นของที่หายากและในสมัยก่อนเมื่อหาผู้ที่ทำปรอทวิเศษเช่นนี้ไม่ได้ก็นิยม "อาพัดปรอท" กล่าวคือนำปรอทที่ดักได้มาบริกรรมปลุกเสกด้วยอาคมและนำมากรอกลงในเบี้ย (อีแก้) ผนึกด้วยขี้สูดดินเพียง(ดินราบ) ก็มีอิทธิคุณทางกันแก้คุณไสยเช่นเดียวกันแต่อ่อนกว่าปรอทที่เคี่ยวด้วยอาคมซึ่งเรียกเบี้ยชนิดนี้ว่า"เบี้ยแก้"โดยจะทำความเข้าใจตรงนี้เสียก่อนว่า นับเเต่สมัยโบราณช่วงอยุธยานั้นนิยมใช้หอยเบี้ยชนิดหนึ่งมาทำเครื่องรางเพื่อแก้โรคบางอย่างตามความเชื่ออย่างกันเรื่องฟันผุ หรือกันอาถรรพ์ต่างๆโดยยังไม่มีการนำปรอทมาใช้ประกอบแต่อย่างใดเเละนิยมเรียกการใช้หอยเบี้ยเป็นเครื่องรางนั้นว่า "เบี้ยแก้" เช่นเดียวกันสำหรับในปัจจุบันส่วนเบี้ยที่กรอกปรอทที่อาพัดด้วยอาคมเเล้วเรียกว่าเบี้ยแก้นั้นซึ่งที่โด่งดังก็มีหลายสำนัก จะไม่กล่าวถึงเพราะเป็นวัฒนะธรรมเครื่องรางที่เพิ่งปรากฏมาเมื่อไม่เกินศตวรรษที่ผ่านมาคือยุครัตนโกสินทร์เมื่อไม่เกิน๗0ปีมานี่เองผิดกับปรอทอาคมที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมีความเชื่อถือมาแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานีมาซึ่งกรณีนี้มีข้อน่าสังเกตว่าสำนักวิทยาคมสยามที่เชี่ยวชาญการเล่นแร่แปรธาตุอย่างเช่นสำนักวัดปากคลองมะขามเฒ่าหรือสำนักวัดหนองโพธิจังหวัดนครสวรรค์จะไม่มีการสร้างเครื่องรางแบบเบี้ยแก้เลยเพราะต่างใช้ปรอทอาคม หรือวัตถุอาถรรพ์ที่เกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุมาใช้กันแก้อาถรรพ์ ซึ่งมีคุณสมบัติหรืออิทธิคุณที่เหนือกว่าเบี้ยแก้ มากมายนัก
    คุณสมบัติปรอททอาคม ชนิดนี้ เหมือนเหล็กไหล ฟอกเลือดเสีย กันพราย ยังเสริมอำนาจในตัวเรา กันพรายย้ำ กันพรายที่เลี้ยง มาทำร้ายเรา สารพัดใช้
    ปรอทแบบนี้ คนละแบบกับปรอทที่ผสม ตะกั่วแล้วหยอดพิมพ์ เป็นวิชาที่ หลวงปู่ละมัย เคยทำ ออกสมัยมีชีวิตอยู่ องหลายหมื่นบาท ปรอทนี้สายเดียวกับหลวงปู่ลือ ปุญโญ วัดป่านาทามวนาวาส จ.มุกดาหาร ปัจจุบันปรอทที่ท่านสร้างลูกหนึ่งหลายหมื่นบาท แต่มีเงินก็หากันไม่ได้ครับเพราะใครมีก็หวง
    ปรอทนี้ ใช้ปรอทกวนกับว่าน แบบคลิ๊ปโยคีอินเดีย
     
    Last edited: 11 ต.ค. 2014
  4. กีรเต้

    กีรเต้ อำมาตย์น้อย

    สมัคร:
    1 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    11,917
    Location:
    เชียงใหม่
  5. LazyLemon

    LazyLemon อำมาตย์น้อย

    สมัคร:
    1 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    8,931
    ขอเข้ามาอ่านด้วยค่า :p
     
  6. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    กำลังสนใจเรื่องการทำปรอทสำเร็จค่ะ...IMG_2168_2.jpg
     
  7. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ปรอทที่ยังไม่แข็งตัวดี สามารถเอามาคลี่ออก รวมถึงแบ่งออกมาได้IMG_2282 (Large).jpg IMG_2284 (Large).jpg IMG_2287 (Large).jpg IMG_2289 (Large).jpg
     
  8. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ตัดเหล็กไหลโดยพระอาจารย์สมพร

     
  9. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
  10. เผด็จการที่รัก

    เผด็จการที่รัก อำมาตย์น้อย

    สมัคร:
    1 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    9,065
  11. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูลปรอท
     
  12. เสือยิ้มยาก

    เสือยิ้มยาก อำมาตย์ฝึกงาน

    สมัคร:
    1 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    460
    [​IMG]
    มารอฟังเรื่องลี้ลับโดยเฉพาะ :eek:o_O:p
     
  13. ปังตอ

    ปังตอ สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    1 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    135
    :eek:.....อืม อ่านแล้วงงๆในหลายๆจุดอ่ะครับ แหะๆ
     
  14. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ก็เอามาลงเรื่อยเปื่อยค่ะ ไม่ได้เรียงลำดับ....อยากจะลงอะไรก็ลงไปค่ะ
     
  15. กระต่ายในจันทร์

    กระต่ายในจันทร์ อำมาตย์น้อย

    สมัคร:
    13 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    3,710
    เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคม ๕๗ ที่ผ่านมา
    กำลังเป็นประเด็นในบอร์ดพันทิป(แทบฆ่ากันตาย)
    ไม่ทราบว่าเพื่อนๆในบอร์ดนี้ใครเคยลงไปฟาดฟันกะเขา
    ในมู้นี้หรือคิดจะไปห้ำหั่นกับพวกเขาบ้างเชิญได้เลยครับ
    ตามนี้ http://pantip.com/topic/32692142
     
  16. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ส่วนตัวเชื่อว่าบั้งไฟพญานาคมีจริงค่ะ แต่คงไม่เยอะเหมือนสมัยนี้.....เคยดูคลิบเหมือนกันนานมาแล้ว เป็นลูกไฟลอยขึ้นจากน้ำช้าๆ ไม่สูงปรี๊ดเหมือนที่ถ่ายภาพในปัจจุบัน....ภาพด้านล่างนี้เป็นภาพที่ชาวบ้านถ่ายติด....เขาบอกว่าเป็นภูตแม่น้ำโขงค่ะ
    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]
    https://www.gotoknow.org/posts/361416
     
    Last edited: 14 ต.ค. 2014
  17. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    http://www.vcharkarn.com/vblog/89133

    เผชิญหน้า พญานาค (พระยานาค) ปี 2535 ริมโขง อุบลราชธานี


    พระยานาค (พญานาค) มีอยู่จริง

    เล่าประสบการณ์โดย ยรรยง สินธุ์งาม

    การที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ มีความเกี่ยวเนื่องกับการศึกษาเรื่อง วิญญาณ ดังนี้

    1. พญานาค เป็น วิญญาณ อยู่ ใน สวรรค์ ชั้นที่ 1 ชั้น จาตุมหาราชิกา มี ท้าววิรูปักษ์ เป็นราชาผู้ปกครอง ซึ่งท่านจะดูแลอยู่ทิศตะวันตกของสวรรค์ ชั้นนี้

    2. เมื่อมีพญานาค ก็ต้องมี สวรรค์ ชั้นนี้ อยู่จริง

    3. เมื่อมี ภพสวรรค์อยู่จริง การทำความดี ก็ย่อมมีผลดี และส่งผลให้ผู้กระทำ ไปสู่ภพภูมิ ที่ดี ส่วน ผู้ทำความชั่ว ก็ย่อมได้รับ ผลที่ไม่ดี และทำให้วิญญาณ ของผู้นั้น ต้องไปรับ ทุกข์ทรมาน อยู่ใน นรกภูมิ



    ความเข้าใจเกี่ยวกับพญานาค



    คนไทยโดยทั่วไป มีความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค มาตั้งแต่ครั้ง พุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าเสี่ยงทายลอยถาด แล้วถาดก็จมลงสู่ท้องน้ำที่มีพญานาคตนหนึ่งเฝ้ารักษาไว้ หรือเหตุการณ์ที่ พญานาค มุจรินทร์ แปลงกายมาปกป้องลม ฝน ให้พระพุทธเจ้าถึง 7 วัน 7 คืน หรือ เหตุการณ์ ที่ พญานาค แปลงกายมาขอบวชเป็นพระในพุทธศาสนา ซึ่ง พระพุทธเจ้า ไม่อนุญาตให้บวช ด้วยเพราะ เป็น สัตว์เดรฉาน

    จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลก ข้างต้นได้ กล่าวว่า เป็น วิญญาณ ระดับเทวดา ที่อยู่สวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา แต่กลับเป็นสัตว์เดรฉาน เหตุผลจะเป็นเช่นใด ผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่จากการที่ศึกษา พบว่า สวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา

    เป็น สวรรค์ชั้นที่อยู่ ใกล้ชิดกับโลกมนษย์และเดรฉาน เป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งมีความหลากหลาย ของ วิญญาณระดับต่างๆ มากมาย อยู่ในชั้นนี้

    จากที่ศึกษามา พญานาค มี 4 ตระกูลใหญ่ๆ 1. ตระกูลวิรูปักษ์ จะมีผิวกาย สีทอง 2. ตระกูลเอราปถ จะมีสีกายเป็นสีเขียว 3.ตระกูล ฉัพพยาปุตตะ จะมีสีกาย เป็นสีรุ้ง 4. ตระกูลกัณหาโคตรมะ จะมีผิวกายเป็น สีดำ

    มีข้อน่าสังเกต อย่างหนึ่ง เกี่ยวกับ ชื่อ ของ นาคตระกูล ทั้ง 4 ทำไมเป็นภาษา บาลี สันสกฤต ทั้งหมด ทำไมไม่มีชื่อเป็น จีน เป็น ฝรั่ง เป็น เกาหลี หรือเป็นภาษาอื่นเลย หรือ ภาษาบาลีและสันสกฤต คือ ภาษากลาง ของภพภูมิวิญญาณ หรือ รวมไปถึง ภาษากลางของจักรวาล ขอตั้งข้อสังเกตไว้ นะครับ



    ตามความเข้าใจ เราจะเห็นว่า พญานาค เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ ไม่ว่าจาก ตำนาน จากเรื่องเล่า ของ พระธุดงค์ พระวิปัสสนา ทั้งหลาย ทำให้เรารับรู้ว่า พญานาค มีฤทธิ์ แปลงกายเป็นงู หรือ เป็นคนก็ได้ เรื่องการแปลงร่างของ พญานาค สามารถแปลงเป็น เรือ ให้คนข้ามฟาก ก็ได้ เป็นเต่า เป็นจระเข้ ก็เคยมี เรามักจะเคยชิน กับ รูปร่าง ของพญานาค จากการถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เช่น ภาพวาด หรือ งานปั้น ตาม วัดวา อาราม ทางพุทธศาสนา บ้างก็มี หัวเดียวบ้าง สามหัว ห้าหัว เจ็ดหัว เก้าหัวบ้าง ก็น่าแปลก ทำไมจำนวนหัวไม่เป็นเลขคู่บ้างล่ะ นี่ก็เป็น อีกหนึ่งข้อสังเกต



    พญานาคที่ข้าพเจ้าได้เคยพบ



    เมื่อประมาณ กลางปี 2535 ผมชวนน้องชาย ไปสำรวจถ้ำ ตามตำนาน ริมแม่น้ำโขงแถบอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี [​IMG] ลำธารนี้ จะไหลลงสู่ลำห้วย ลำห้วย จะไหลลงสู่แม่น้ำโขง [​IMG] ทางลงไปปากถ้ำ ซึ่งจะมองเห็นลำห้วย อยู่ข้างล่างเข้าไปในถ้ำต่ำๆ แห่งหนึ่ง มีสายน้ำเล็กเย็นฉ่ำ ไหลจากภายในออกมานอกถ้ำ สู่ลำห้วย ซึ่งลำห้วยไหลลงสู่แม่น้ำโขง อีกไม่ถึง ห้าสิบเมตร [​IMG]ปากถ้ำพญานาค จะสังเกตเห็น ธารน้ำ เล็กๆ ไหลลงสู่ลำห้วย [​IMG]ลำห้วยที่อยู่หน้าปากถ้ำ[​IMG]ผมเข้าไปในถ้ำ แล้วถ่ายภาพออกมา จะมองเห็น ผู้ที่อยู่ภายนอก[​IMG]บรรยากาศภายในถ้ำเย็น มืด ไม่มีกลิ่นอับ จะพบ กบถ้ำ ตุ๊กแก จิ้งจก ค้างคาวเราเดินก้มย่อตัวต่ำๆ เดินเข้าไปข้างใน อย่างระมัดระวัง ใช้ไฟฉายส่องทาง[​IMG]ถ้ำต่ำ เราย่อตัวต่ำๆ เดินเข้าไป ระวังหัวชน เพดานถ้ำ ได้ระยะทาง สิบกว่าเมตร ผนังถ้ำก็ตัน มีแอ่งน้ำ ลักษณะครึ่งวงกลม อยู่ท้ายสุดของถ้ำ [​IMG]มองเห็นอยู่ด้านหน้า คือ ผนังถ้ำตัน และมีแอ่งน้ำรูปครึ่งวงกลม ขวางกั้นเอาไว้ [​IMG]ภาพน้ำในแอ่งน้ำ ใส เย็นผมก็ไม่รู้ว่าแอ่งน้ำ จะมีความลึกเท่าไร เราหยุดเดิน เพราะถ้ำตันซะแล้ว ขณะที่สายตาสำรวจก้อนหินตามผนังถ้ำ ก็ปรากฏ งูสีเขียว โผล่หัวขึ้นมาดูพวกเรา ขนาดเท่าหลอดยาดม ที่วางขายตามท้องตลาด เขาโผล่พ้นน้ำขึ้นมาประมาณ สิบ เซนติเมตร ทำให้ผมชะงัก เพราะกำลังจะลงไปในแอ่งน้ำ ผมเอามือวิดน้ำใส่ งู ตัวนั้น 2 -3 ที งูก็ดำน้ำหายไป และไปโผล่มองดูเรา อีกด้านหนึ่งของขอบแอ่งน้ำ ผมก็เอามือ วิดน้ำใส่อีก งู ก็ดำน้ำและก็หายไป

    ในความคิดของผม ตั้งแต่ที่เห็นแอ่งน้ำ ก็จะรู้ทันที ว่าใต้แอ่งน้ำนี้ จะต้องมีช่องทาง เพื่อไปอีกสถานที่หนึ่ง พอผมลงไปในแอ่งน้ำ ความลึกอยู่ระดับเอว เมื่อเอามือลูบผนังถ้ำลงไป ในน้ำ จะพบรูขนาดที่คนตัวใหญ่ๆ มุดเข้าไปได้ ผมลองมุดเข้าไปดู ซักครู่ ก็โผล่ขึ้นมา พร้อมบอก ให้น้องชายส่งเชือกมา ผมมัดที่ข้อเท้าขวา ก่อนที่จะดำน้ำหายเข้าไปใน รูใต้น้ำ อีกครั้ง ความกดดันที่มากขึ้นทำให้น้ำทะลักเข้าหู ผมทั้งสองข้าง

    ผมดำน้ำเข้าไปได้ระยะทางประมาณ 6 ถึง 7 เมตร ยังไม่เห็นว่าจะทะลุตรงไหน ใจก็คิดว่า เราจะไม่เหลืออากาศ พอที่จะ ดำน้ำกลับนะ ครั้งนี้ พอแค่นี้ก่อนเถอะ ก็เลยหมุนตัว ในช่องหิน กลับหัว แล้วว่ายออกมา เมื่อโผล่ขึ้นจากผิวน้ำ ก็พบน้องชายนั่งทำหน้าตกใจอยู่ เขาบอกว่า กลัวมาก ที่ต้องนั่งอยู่คนเดียว เราเดินทางโดยปราศจากอาวุธใดๆทั้งสิ้น พกพาไปเฉพาะเครื่องนอน และอาหารแห้ง ข้าวจี่ น้ำดื่ม กล้องก็ยังไม่มี........................................................อธิบายภาพ จากการผจญภัย เมื่อครั้ง ปี 2535 [​IMG] หมายเลข 1.เป็นลำธารภายในถ้ำ ที่ไหลลงสู่ลำห้วย ซึ่งมีน้ำ ตลอดทั้งปี หมายเลข 2.แอ่งน้ำรูปครึ่งวงกลม ที่ผมเคยลงไป และ มุดผ่านช่องทางใต้น้ำเข้าไป ร่วม 7 เมตร หมายเลข 3.เป็นผนังถ้ำ เรียบเหมือนถูกตัด ที่ปิดกั้นทำให้มองดูเป็นทางตัน แล้วใช้แอ่งน้ำ อำพรางทางเข้า ซึ่งอยู่ใต้น้ำเอาไว้ ดูๆไปเหมือนในหนังผจญภัยของฮอลลีวู๊ด แต่ที่นี่ คือ เรื่องจริง และอยู่ ขอบชายแดน ริมแม่น้ำโขง คนไทย คนไหนจะมาสร้างไว้ และที่น่าสนใจก็คือ เขาจะปิดบังทางเข้าเพื่อซุกซ่อนอะไรหมายเลข 4. คือ จุดแรกที่ พญานาค ตัวเล็ก โผล่ขึ้นมามองดูเรา และผมก็วิดน้ำใส่หมายเลข 5.คือ จุดที่สอง ที่ พญานาค ดำน้ำจากจุดแรก ไปโผล่หัว มองดูเราอีกครั้ง ซึ่งผมก็ วิดน้ำใส่อีกครั้ง**** ภาพถ้ำพญานาค ที่เป็นภาพประกอบ นำมาจากการย้อนรอย ไปเก็บข้อมูล เมื่อ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 ไม่ใช่ภาพในเหตุการณ์จริง เมื่อ ปี 2535 ครับผม.................................................จุดสำคัญมันอยู่ที่ งูเขียว ตัวนั้น รูปร่างหัว ลำตัวเหมือน งูทั่วไป มีเกล็ดสีเขียวทอง เกล็ดทั่วตัว(ที่โผล่พ้นน้ำ)

    จะสะท้อนแสงไฟ ระยิบระยับ คล้ายกับ กระดาษกากเพชร ไม่แลบลิ้น ตาไม่สะท้อนแสงไฟ เกล็ดส่วนหัวไม่สะท้อนแสง เหมือนเกล็ดช่วงลำตัว ส่วนหัวมีหงอนสีแดง ส่วนโคนมีสีเหลืองอ่อน ช่วงกลางถึงปลายเป็นสีแดง ไม่ปรากฎ ครีบตรงสันหลัง [​IMG]ภาพวาด พญานาค พบที่แอ่งน้ำในถ้ำ ริมแม่น้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ กลางปี 2535 ลักษณะที่เกล็ดส่วนลำตัวสะท้อนแสงระยิบระยับ น่าจะเกิดจากการลักษณะการเรียงตัวของเกล็ดไม่เป็นระเบียบ คล้ายๆกับการเจียรไน เหลี่ยมมุมของเพชร และ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากโครงสร้างของธาตุ ที่เป็นองค์ประกอบของเกล็ด

    แม้จะสังเกตพบว่า งู ที่พบในถ้ำ ต่างจากงูโดยทั่วไป ผมเองก็ไม่ได้พูดให้น้องชายที่ไปด้วยฟัง เพราะเกรงว่า เขาจะกลัว จนเกินกว่าเหตุ เมื่อบอกว่า นั่นคือ ร่างกายหยาบ ของ พญานาค

    นี่เป็นประสบการณ์ การผจญภัยเมื่อวัยรุ่น ของผม สำหรับหน้าถัดไป จะเล่าถึงการ วิเคราะห์ ภาพพญานาค จากเว็บตามที่ มีการบันทึกไว้ เช่น หนองคาย หรือที่ มุกดาหาร ซึ่งกำลังฮือฮา และตามด้วย ภาพกายทิพย์ ของ พญานาค ลักษณะต่างๆ ที่ผมบันทึกภาพไว้ได้ภาพพญานาค ที่ผมบันทึกภาพได้ ขณะอยู่บนเรือกลางอ่าวไทย ราวปี 2551 เดือน ธันวาคม ผมมีโอกาส ไปจันทบุรี ช่วงเย็นลงเรือ เพื่อไปตกหมึก กลางทะเลณ จุดที่ถ่ายภาพนี้ เวลาประมาณ 6 โมงเย็น เห็นแสงอาทิตย์ ยามอัสดง กำลังสวย ผมก็ยกกล้องเล็งถ่ายเข้าชายฝั่ง ไม่ได้คาดคิดว่า จะบันทึกได้ ภาพพญานาค บนท้องฟ้า ในการวิเคราะห์ภาพครั้งแรกเข้าใจว่า เป็นภาพ มังกร แต่เมื่อ นำไปถามผู้เชี่ยวชาญของมิติวิญญาณ ท่านกลับตอบว่า เป็นพญานาค เทพผู้เข้าทรงก็งง เหมือนกัน ว่าไปได้ภาพนี้มาอย่างไร ใช้กล้องอะไรถ่าย ผมก็ตอบว่า "กล้องถ่ายวิญญาณ" พร้อมกับชูกล้องตัวนั้นให้ดู !! [​IMG]ที่เห็นเป็นเหมือนลำแสง อยู่ในภาพนั่นแหละครับ ภาพกายทิพย์ ของพญานาค [​IMG] [​IMG]สองภาพนี้ ผมนำมาขยาย และ ลงเส้นสีแดง ในส่วนของ ลูกตา และจมูกเพื่อให้ท่านผู้อ่าน ดูเปรียบเทียบกัน ครับผม ก็ยังคงค้นผี !! กันต่อไป ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะกลับ มาอัพ ให้ชมทั่วกัน ครับ.ในส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับ พญาครุฑ ที่ท่านเอ่ยถึง เข้าไปดู ได้ที่ วิญญาณศึกษา ขอรับ http://www.vcharkarn.com/vblog/11858/8 ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยมเยียน

    แนะนำเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง หลักความเชื่อของพระพุทธเจ้า (หลักกาลามสูตร) http://www.vcharkarn.com/vblog/11858 ฉกามาพจร สวรรค์ 6 ชั้น http://www.vcharkarn.com/vblog/34073 วิญญาณศึกษา spirit education http://www.vcharkarn.com/vblog/89320 บั๊งไฟพญานาค : หน้าผู้หญืงในลูกไฟ ไขปริศนาโดยรูปถ่าย http://www.vcharkarn.com/vblog/47178 แผนผังถ้ำพญานาค http://www.vcharkarn.com/vblog/89320 เล่าประสบการณ์โดย ยรรยง สินธุ์งาม
     
  18. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    รวมภาพปรากฎการณ์ทินดอลล์ (Tyndall Effect) เหนือฟ้าเชียงใหม่ งดงาม
    on วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557 15:47 in highlight, Tyndall Effect, พิลึกโลก, เชียงใหม่ | 0 ความคิดเห็น
    [​IMG]


    [​IMG]

    ชาวสังคมออนไลน์ในจังหวัดเชียงใหม่ แห่แชร์ภาพปรากฎการณ์ ทินดอลล์ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์การกระเจิงแสง เกิดขึ้นเป็นปกติตามธรรมชาติ ซึ่งภาพที่หลายคนถ่ายออกมาเป็นลักษณะ ลำแสงสีทองทะลุผ่านกลุ่มเมฆหนาที่ปกคลุม ส่องลงมายังพื้นด้านล่าง

    หลายคนที่ไม่เคยเห็นภาพต่างฮือฮาแต่บางคนก็บอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งมีชาวสังคมออนไลน์บางคนติดตลกบอกว่าเป็นแสงจากเทพเจ้าธอร์จากภาพยนตร์ชื่อดังก็เป็นได้

    ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ทินดอลล์ (Tyndall Effect) คือปรากฏการณ์กระเจิงแสง เมื่อฉายลำแสงไปในสารคอลลอยด์บางชนิด อนุภาคคอลลอยด์จะช่วยกระเจิงแสงและทำให้มองเห็นเป็นลำแสงได้ เช่นการทอแสงของอากาศที่มีละอองฝุ่นอยู่


    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]
     
  19. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ไดโกโระ likes this.
  20. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    Crop circles and their message
    [​IMG]



    1. บทนำ
    ทุกปี มีการสรรสร้างมากกว่า 200 แบบปรากฏขึ้นในทุ่งธัญพืชทั่วโลก รูปแบบที่พืชถูกทำให้พังล้มราบลง ได้ถูกรายงานเป็นข่าวออกไปจากทั่วทุกทวีป ในราวๆ 30 ประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในตอนใต้ของประเทศอังกฤษ

    [​IMG]
    พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถสร้างแบบทรงกลมหยาบๆบนกระดานในเวลากลางวัน - แต่ขาดซึ่งความแม่นยำทางเรขาคณิต ความสลับซับซ้อนและความสวยงามของวงกลมปริศนาอย่างที่พบในลักษณะที่มีองค์ประกอบงดงามสุดยอด ในเวลานั้น ‘วงกลมปริศนา’ ได้ปรากฏขึ้นในลักษณะของภาพสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนแล้ว แต่ ดั๊กกับเดฟ ไม่สามารถที่จะอธิบายให้เชื่อได้ว่าพวกเขาสรรสร้างสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะลอกลายแบบไม้กางเขนลงบนกระดาษ ดังที่เขาได้อ้างว่าเขาเป็นผู้บรรจงสรรสร้างขึ้นแต่อย่างใด

    เมื่อจำนนต่อหลักฐานที่ว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการก่อร่างสร้างรูปแต่อย่างใดเลย พวกเขาก็เริ่มกลับคำ หากแม้นว่า คำอวดอ้างเกินจริงของพวกเขาที่ว่าเป็นผู้สร้างวงกลมปริศนาจำนวน 250 แห่งในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปีค.ศ.1978 จะเป็นความจริงก็ตาม นั่นก็ยังทิ้งให้วงกลมปริศนาอีกจำนวน 1750 แห่งในประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆ ยังคงเป็นปริศนาต่อไป รวมไปถึงวงกลมปริศนาที่ปรากฏไปแล้วก่อนหน้าปีค.ศ.1978 อีกด้วย

    เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้สาธารณชนจำนวนมาก หยุดเชื่อว่าวงกลมปริศนาเหล่านี้ถูกทำขึ้นโดยมนุษย์ หลายคนพบว่านี่มันน่าสนุกมากกว่า ความเป็นไปได้ที่จะไขปริศนาที่เกิดขึ้นในท้องทุ่ง ดังนั้น ดั๊กและเดฟ ‘ได้ต้มตุ๋นลวงโลก’ สำเร็จลุล่วงไปแล้ว – แม้ว่าจะไม่ใช่ในแบบที่คนส่วนใหญ่จะคิดกันก็ตามที!

    หลังจากที่พวกเขาได้เกษียณแล้ว ทุ่งวงปริศนาก็ยังคงปรากฏขึ้นอย่างที่เคยเป็นมาในปี ค.ศ.1991 - แต่ไม่เป็นที่สนใจเท่าไหร่นักต่อผู้สื่อข่าวอีกต่อไป
    3. วิวัฒนาการของวงกลมปริศนา

    เมื่อดั๊กและเดฟได้กล่าวอ้างว่าได้สร้างวงกลมปริศนาอันมหัศจรรย์เพื่อที่จะล้อเล่นในปีค.ศ. 1978 นั้น พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่ามีเอกสารข้อมูลกว่า 300 ชิ้นที่มีมาก่อนการค้นพบความสามารถของพวกเขา มีรายงานเป็นระยะๆเกี่ยวกับทุ่งวงปริศนาที่ถูกค้นพบในประเทศอังกฤษตลอดศตวรรษที่ 20 แต่รายงานดังกล่าวจริงๆแล้วมีย้อนกลับไปถึงหลายร้อยปีก่อนหน้านั้นเสียอีก

    ในความเชื่อพื้นบ้านของศตวรรษที่ 16 และ 17 เราพบเรื่องราวเกี่ยวกับทุ่งหญ้าและเผ่าเอลฟ์ที่เต้นรำอยู่ในทุ่งกว้างและทิ้งรอยเหยียบย่ำบนหญ้าเป็นวงกลม ภาพสัญลักษณ์ตัวแทนของทุ่งวงปริศนาที่เกิดขึ้นเริ่มแรกสุดได้พบในไม้แกะสลักในปีค.ศ. 1678 ซึ่งภาพแสดงถึง ‘ปีศาจดายหญ้า’ กำลังเก็บเกี่ยวข้าวโอ๊ตจนแบนราบไปเป็นรูปวงกลม เรื่องราวที่เป็นที่มาของรูปสลักดังกล่าวก็คือ ชาวนาปฏิเสธที่จะจ่ายในจำนวนที่ผู้เก็บเกี่ยวเรียกร้อง และบ่นงึมงำว่าเขายอมให้ปีศาจเอาข้าวโอ๊๊ตของเขาไปเสียดีกว่า

    ในระหว่างกลางคืนที่มีแสงและเสียงแปลกๆให้ได้เห็นและได้ยิน และเช้าต่อมา ชาวนาได้พบว่าบางส่วนของทุ่งไร่ของเขาล้มลงเป็นรูปวงกลมอย่างสวยงาม
    [​IMG]

    ในปีค.ศ. 1686 นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ โรเบิร์ต พล็อต ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติแห่งแสตปฟอร์ดชายน์ ซึ่งรวบรวมพื้นที่รูปทรงเรขาคณิต ของพืชแบนราบที่พบในทั้งทุ่งเพาะปลูกและทุ่งเลี้ยงสัตว์ เขารายงานว่าเนื้อดินภายใต้บริเวณนั้นร่วนซุยและแห้งกว่างปกติ และมีส่วนขาวซีดๆเหม็นอับหรือคราบน้ำค้างแข็ง ‘คล้ายๆเนื้อเชื้อราขนมปัง’ พบได้ที่พืชในบางครั้ง

    เขาสร้างสมมติฐานว่ารูปแบบถูกสร้างขึ้นโดยแสงที่ประทุขึ้นจากกลุ่มหมอกควัน ในเดือนกรกฎาคม ปีค.ศ. 1880 วารสารทางวิทยาศาตร์ธรรมชาติได้ตีพิมพ์จดหมายจากนักวิทยาศาสตร์ผู้ซึ่งอธิบายถึงการค้นพบบริเวณพื้นที่รูปวงกลมที่เกิดจากต้นข้าวสาลีล้มในไร่แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ

    เขาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงมาจาก ‘แรงลมพายุหมุนไซโคลน’
    [​IMG]

    Fig. 3.2 One of Robert Piot's Illustrations of a crop design





    ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2011/05/crop-circles-and-their-message.html#ixzz3G8Uxs8Ym
    ขอบคุณครับที่ใส่เครดิต
     
  21. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    นับแต่ปลายปีค.ศ. 1970 ตัวเลขของวงกลมปริศนาได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะในทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษบริเวณวิวเชอร์สและแฮมป์เชียร์ส ทั้งนี้รูปแบบก็ได้เริ่มมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย รูปวงกลมแต่ละอันได้หมุนและสร้างให้เกิดวงกลมจำนวนมากขึ้น และบางครั้งได้ถูกจัดสร้างขึ้นแบบเจาะจง วงกลมห้าวงอันแรก (วงกลมที่ล้อมรอบด้วยวงกลมเล็กกว่าสี่วง มีระยะห่างเท่าๆกัน คล้ายการโคจรของดาวเทียม) ปรากฏขึ้นในปีค.ศ. 1978 ในเวลาต่อมา วงกลมห้าวง ก็ได้ปรากฏขึ้นพร้อมด้วยวงแหวนที่เชื่อมดาวเทียมอันนอก รวมเป็นรูป ‘ไม้กางเขนล้อมด้วยวงกลม’


    วงกลมปริศนาที่มีวงแหวนหลายๆวงเป็นศูนย์กลางรอบๆ ก็เริ่มจะปรากฏให้เห็นขึ้น


    [​IMG]

    Fig. 3.3 A quintuplet, Beckhampton, Wiltshire, 3 August 1988

    [​IMG]
    Fig. 3.4 Triple ringer, Warminster, Wiltshire, July 1990.
    Note the seemingly randomly-placed mini-circles or 'grapeshot', a common feature in the early days.

    ปีค.ศ.1990 เราได้เห็นภาพสัญลักษณ์อันแรก ที่ประกอบด้วยวงกลม วงแหวน สี่เหลี่ยมผืนผ้า เส้นตรง และสามง่าม ร้อยเรียงต่อกัน และรูป ‘กุญแจ’ ‘กรงเล็บ’ ส่วนรูป ปลาวาฬ/ปลาโลมา และรูปแมลงวัน ก็เริ่มเป็นที่ปรากฏในปีต่อๆมา สัญญลักษณ์ภาพในทุ่งไร่นับจากปีค.ศ. 1994 ก็รวมถึง ‘ภาพกล่องความคิด’ ซึ่งเกิดจากรวมรูปพระจันทร์เสี้ยวเข้าไปสู่รูปภาพคล้ายๆแมงมุมและแมงป่อง

    ในปีนั้นเช่นเดียวกัน เราได้เห็นทุ่งไร่ีีที่มีรูปเกี่ยวกับดวงดาว ซึ่งรวมถึงกาแล็คซี วงแหวนดาวเคราะห์ และวงโคจรดาวเคราะห์ทั้งหลาย ตั้งแต่ปลายปีทศวรรษที่ 1990 รูปแบบก็ได้พัฒนาขึ้นไปจนมีความซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อและอัศจรรย์ใจยิ่งนักในทางด้านรูปทรงเรขาคณิตต่างๆ หรือ ภาพวงกลมแมนดาลา รูปทรงเรขาคณิตเจ็ดส่วน ก็ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1998 ส่วนรูปทรงเรขาคณิตเก้าส่วน ก็พบในปีค.ศ. 1999 และรูปทรงเรขาคณิตสิบเอ็ดส่วน ก็พบเจอในปีค.ศ. 2000

    ตั้งแต่ปีค.ศ. 1999 รูปสัญลักษณ์ในทุ่งไร่หลายแห่งได้สร้างขึ้นเป็นภาพลักษณะสามมิติ

    [​IMG]

    Fig. 3.5 Alton Barnes, Wiltshire, 11 July 1990.
    This huge pictogram gained worldwide publicity and attracted thousands of visitors.

    โดยรวม วงกลมปริศนาจำนวนมากกว่า 10,000 แห่งได้ถูกบันทึกไว้ทั่วโลก ในจำนวนนี้มีมากกว่า 700 แห่งที่ปรากฏในปีค.ศ. 1991 โดย 229 แห่งได้ถูกรายงานจากทั่วโลกในปีค.ศ.2004 และ 33.9%ของทั้งหมดนี้ก็ปรากฏในประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งดูเหมือนว่าวงกลมปริศนาจะปรากฏขึ้นรอบๆบริเวณกองหินศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อาทิเช่น กองหินสโตนเฮ้นจ์ อัฟเบอรี่ และเขาซิลเบอรี่
    [​IMG]

    ประเทศอื่นที่พบเจอทุ่งวงปริศนาก็ได้แก่ เยอรมัน (13.2%) สหรัฐอเมริกา (9.2%) สาธารณรัฐเชค (8.4%) และอิตาลี (8.4%)




    Fig. 3.6 The ‘Tetrahedron’, Barbury Castle, Wiltshire, 17 July 1991.
    The day after it appeared, a British newspaper ran a photo of the design with the headline, ‘Now explain this one’.



    ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2011/05/crop-circles-and-their-message.html#ixzz3G8VENbkM
    ขอบคุณครับที่ใส่เครดิต
     
  22. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    [​IMG]

    Fig. 3.7 ‘Scorpion’ or ‘dragonfly’, Bishops Cannings, Wiltshire, 15 July 1994.


    [​IMG]



    Fig. 3.8 Galaxy design, West Stowell, Wiltshire, 23 July 1994.

    It has been interpreted as showing a conjunction of planets in the constellation Cetus that occurred in April 2000.




    [​IMG]

    Fig. 3.9 ‘Spiderweb’, Avebury, Wiltshire, 11/12 August 1994.

    The shimmering effect is created by the crop being laid in opposing directions.




    [​IMG]

    Fig. 3.10 Solar system glyph, Longwood Warren, Hampshire, 22 June 1995.

    It depicts the Sun, Mercury, Venus, the Earth’s orbit, Mars, and Jupiter’s orbit.
    According to Gerald Hawkins, it shows a planetary alignment that occurred on 6 November 1903,
    the day the Wright brothers proved that man could fly, and again on 11 July 1971, during Mariner 9’s journey to Mars.




    [​IMG]

    Fig. 3.11 ‘Julia Set’, Stonehenge, Wiltshire, 7 July 1996.

    This 115-metre-wide spiral of 151 circles appeared in broad daylight in full view of a busy road,
    just opposite Stonehenge, within a 15-minute time-window (according to testimony from pilots,
    a farmer, a security guard, and motorists calling the police).
    A professional surveying engineer said it would take him about two full days to lay out the design.




    [​IMG]

    Fig. 3.12 ‘Koch fractal’, Milk Hill, Wiltshire, 8 August 1997.

    Two engineering firms estimated that staking out the 346 reference points required
    to construct the design prior to flattening the wheat would take 6.5 to 7.5 days, or 11 days if done under cover of darkness.
    Yet the formation had definitely appeared overnight.




    [​IMG]

    Fig. 3.13 The ‘Flower’ and ‘Grid square’ appeared on the same night, Etchilhampton, Wiltshire, 1 August 1997.

    The square within the circle is gridded with 28 by 25 narrow, ruler-straight channels.




    [​IMG]

    Fig. 3.14 Hackpen Hill, Wiltshire, 4 July 1999.




    [​IMG]

    Fig. 3.15 3-D ‘ribbon’, Beckhampton, Wiltshire, 28 July 1999.




    [​IMG]

    Fig. 3.16 14-pointed star, Roundway, Wiltshire, 31 July 1999.




    [​IMG]



    [​IMG]

    Fig. 3.17 ‘Magnetic fields’, Avebury Trusloe, Wiltshire, 22 July 2000.




    [​IMG]

    Fig. 3.18 ‘The angel’, Great Shelford, Cambridgeshire, 25 July 2001.




    ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2011/05/crop-circles-and-their-message.html#ixzz3G8VOZzw8
    ขอบคุณครับที่ใส่เครดิต
     
  23. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    [​IMG]

    Fig. 3.19 Ribbon design, Stonehenge, Wiltshire, 4 July 2002.




    [​IMG]

    Fig. 3.20 Petal design, West Overton, 21 May 2003.

    The plants in this glyph had been gently brushed over into a near-vertical position, so that from the air the formation is barely visible.
    As the undamaged plants recovered and rose towards their normal, upright position,
    they did so in alternate bundles, producing a rippling, standing-wave pattern.





    [​IMG]

    Fig. 3.21 Hackpen Hill, Wiltshire, 20 July 2003.




    [​IMG]

    Fig. 3.22 Huish, Wiltshire, 20 July 2003.




    [​IMG]

    Fig. 3.23 North Down, Wiltshire, 10 August 2003.




    [​IMG]

    Fig. 3.24 600-ft-long formation, East Field, Alton Barnes, Wiltshire, 20 June 2004.




    [​IMG]

    Fig. 3.25 ‘Sun wheel’, 350 feet across, Silbury Hill, 19/20 June 2004.

    This formation appeared in outline the first night, and was completed the next night.
    Some researchers assume that this means it must be man-made, but there is no conclusive evidence of this.




    [​IMG]

    Fig. 3.26 West Kennett, Avebury, Wiltshire, 30 July 2004.


    [​IMG]
    Fig. 3.27 Golden Ball Hill, Wiltshire, 1 May 2005.



    ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2011/05/crop-circles-and-their-message.html#ixzz3G8VY7q19
    ขอบคุณครับที่ใส่เครดิต
     
    ไดโกโระ likes this.
  24. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    เรขาคณิต

    ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1990 นักดาราศาสตร์ เจอรัลด์ ฮอกิ้น (เสียชีวิตในปีค.ศ. 2004) ค้นพบว่า สัดส่วนระหว่างพื้นที่ หรือเส้นผ่าศูนย์กลางของชิ้นส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นรูปวงกลมปริศนานั้น จะวนเวียนอยู่กับตัวเลขเหล่านี้คือ 2, 4, 5, 7, 9, 11 และ 12 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ในการสร้างสัดส่วนของระบบเสียงคู่แปด ซึ่งแสดงถึงความถี่ของตัวโน๊ตสีขาวบนคีย์บอร์ดเปียนโน

    จากการวิเคราะห์ในเรื่องสัดส่วนดังกล่าวกับวงกลมปริศนาจำนวน 25 แห่ง เขาคำนวณได้ว่า มีโอกาสแค่ 1 ใน 400,000 ที่วงกลมปริศนาจะเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ นอกจากการที่นกร้องหรือปลาวาฬส่งเสียงแล้วล่ะก้อ สัดส่วนระบบเสียงคู่แปดดังกล่าวนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเลย ฮอกิ้นได้สรุปว่า รูปแบบของวงกลมปริศนานั้นแสดงให้เห็นถึง ความสามารถทางคณิตศาสตร์ในระดับสูงของผู้ที่สร้างมันขึ้นมา เขาเขียนถึง ดั๊กและเดฟ เพื่อถามว่าทำไมพวกเขาถึงใช้สัดส่วนดังกล่าว แต่ไม่เคยได้รับคำตอบใดๆ

    ฮอกิ้น ค้นพบอีกว่า สัดส่วนทั้งหลายสามารถถูกแสดงในรูปแบบของสูตรทางคณิตศาสตร์ทั้งสี่ข้อ ทั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของหลักการเรขาคณิตแบบอุดมคติ แม้ว่าสัดส่วนที่กล่าวถึงจะไม่มีในงานเรขาคณิตอุดมคติก็ตามที เขายังพบ สูตรทางคณิตศาสตร์ข้อที่ห้า ซึ่งสามารถเป็นรากฐานให้กับสูตรทั้งสี่ก่อนหน้านี้ เขาท้าทายให้ผู้อ่านข่าวสารทางวิทยาศาสตร์และครูคณิตศาสตร์ หาสูตรคณิตศาสตร์ของเขาให้เจอ โดยให้ความผกผันเพียงสี่อย่าง แต่ก็ไม่มีผู้ใดทำได้ ในกรกฎาคม ปีค.ศ. 1995 เรื่องราวของสูตรคณิตศาสตร์ดังกล่าวก็ถูกบันทึกไว้ในวงกลมปริศนา ‘แรงหมุน’ ที่ทุ่งลิชท์

    สูตรคณิตศาสตร์ที่ห้า ได้รวมถึง วงกลมที่มีศูนย์กลางซึ่งอยู่ที่ข้างๆของสามเหลี่ยม และเมื่อสามเหลี่ยมเปลี่ยนรูปร่าง มันจะทำให้เกิดสัดส่วนเรขาคณิตที่พิเศษสุดขึ้น





    [​IMG][​IMG][​IMG]

    Fig. 8.1 Hawkins’ five theorems:
    1. tangent theorem, 2. triangle theorem,
    3. square theorem, 4. hexagon theorem,
    5. general theorem, where expanding and contracting concentric circles give all the diatonic ratios.

    เป็นเรื่องยากที่จะสร้างรูปแบบวงกลมปริศนาที่อยู่บนพื้นฐานของสูตรคณิตศาสตร์ ในเวลาค่ำมืด แต่ผู้สร้างก็สามารถทำมันได้โดยมีความผิดพลาดแค่ 1% งานของฮอกิ้น ถูกตีพิมพ์ในช่วงต้นของปรากฏการณ์พิศวงดังกล่าว แต่เขาก็ยังพบว่าในเวลาต่อมา มีรูปแบบวงกลมปริศนาที่เกิดขึ้นโดยใช้สัดส่วนคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    Fig. 8.2 The positions and sizes of all the elements of this crop formation (Oud-Beijerland, the Netherlands, 1998)

    are harmoniously related to one another and/or to the tramlines, in accordance with Hawkins’ theorems.

    Flattened crop is coloured yellow. (Janssen, 2004, pp. 83-4; Haselhoff, pp. 61-3)



    การประกอบขึ้นในรูปต่อไปนี้ แสดงถึง รูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อนอย่างสูง ซึ่งแฝงตัวไว้ในวงกลมปริศนารูปแบบทันสมัยในหลายๆแห่ง




    [​IMG]

    Fig. 8.3 The 1994 ‘Web’ (fig. 3.9) is based on fivefold geometry.

    Two pentagrams fit perfectly into the formation (Jansen, pp. 77-80).



    [​IMG]
    Fig. 8.4 Melick, the Netherlands, 18 July 1997.
    Threefold, fourfold, fivefold, and sixfold geometry are hidden between the circle and its three successive rings
    (Janssen, pp. 22-3; Haselhoff, pp. 64-7).





    [​IMG]

    [​IMG]
    Fig. 8.5 Sunflower, Woodborough Hill, Wiltshire, 13 August 2000,
    made out of 308 triangles of standing crop.
    It is composed of 44 spirals based on phi (φ) or the golden mean (ratio 1:1.618),
    a spiral that is difficult to draw, even on paper (Silva, p. 111).

    ถ้าศึกษาภาพของวงกลมปริศนาโดยละเอียดแล้วจะพบว่า เส้นสายที่กว้างราวหนึ่งฟุตนั้น มักจะพบอยู่เสมอภาย่ใต้โครงสร้างของวงกลมทั้งหลาย ซึ่งดูเหมือนจะมีทิศทางที่แตกต่างกันไป และดูคล้าย ‘เส้นสายการก่อสร้าง’ เป็นที่แน่ชัดว่า เส้นสายเหล่านี้ถูกจัดวางไว้โดยผู้ที่มีภูมิความรู้ แต่ก็มิได้หมายความว่า เป็นรูปแบบที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ผู้ใช้อุปกรณ์เครื่องจักรแต่อย่างใด น่าสนใจที่ว่า เส้นร่่างนำทางที่ต้องมีใช้ เพื่อการสร้างรูปวงกลมต่างๆเหล่านั้นบนภาพร่างกระดาษนั้น กลับหายไปในบริเวณส่วนที่ต้นพืชมิได้ล้มลงไป

    ภาพต่อไปนี้แสดงถึง ส่วนของเส้นสายที่เป็นส่วนประกอบของโครงสร้าง ที่สามารถลบทิ้งได้ในกระดาษ แต่ไม่ใช่ในทุ่งวงกลมปริศนา

    [​IMG]
    Fig. 8.6 One of the first crop circles based on sevenfold geometry appeared
    at Tawsmead Copse, near Alton Barnes, Wiltshire, 9 August 1998 (fig. 6.2).
    The white lines in the diagram on the left represent the construction lines found in the actual formation.
    The diagram on the right shows the same formation but with all the heptagrams and heptagons needed to reconstruct it.
    In other words, only two of the many heptagrams and heptagons were present in the final design (Janssen, pp. 66-72).



    [​IMG]
    Fig. 8.7 Final stage in Bert Janssen’s reconstruction of the ‘dolphins’ formation,
    Barbury Castle, Wiltshire, 23 July 1999 (pp. 47-9); for photo, see below.
    Two triangles are absolutely necessary to align and construct the crescents, but both are missing in the final design.


    [​IMG]



    ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2011/05/crop-circles-and-their-message.html#ixzz3G8WGGZQp
    ขอบคุณครับที่ใส่เครดิต
     
    ไดโกโระ likes this.
  25. เผด็จการที่รัก

    เผด็จการที่รัก อำมาตย์น้อย

    สมัคร:
    1 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    9,065
    ประมาณ10ปีก่อนเคยไปงานเวียนเทียนที่พุทธมณฑล ตอนนั้นอากาศไม่ดีมีเมฆดำมาก

    แต่ขณะที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

    กำลังประกอบพิธีเวียนเทียน ผมมองไปท้องฟ้าเห็นเป็นช่องวงกลมรอบพุทธมณฑล

    เหมือนมีใครมาแหวกเมฆดำให้กระจายออกไปเป็นรูปวงกลมพอดี

    พอสมเด็จพระเทพเสด็จกลับ ปรากฏการณ์นั้นก็หายไปและฝนก็ตกหนักในทันที

    พอเจอกับตัวเลยได้คิดว่าในโลกนี้มีหลายสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ได้แต่รับรู้ด้วยตัวเอง
     
  26. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    การทดลองพลังลึกลับของพีระมิด
    on วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 19:58 in พีระมิด, อารยธรรมโบราณ, แนะนำ | 0 ความคิดเห็น
    [​IMG]


    [​IMG]



    ว่ากันว่า เมื่อนำอะไรไปไว้ในพีระมิด ของนั้นจะไม่เน่าหรือเน่าช้าจริงหรือ
    ใครบางคน ทดลองพลังพีระมิดด้วยการเอาเนื้อสัตวเข้าไปไว้ พบว่าไม่เน่า แล้วเค้ารู้หรือเปล่า ว่าถ้ามันอยู่เปล่าๆมันจะเป็นยังไง ถ้ามันอยู่ในรูปทรงอื่นมันจะเป็นยังไง ในฤดูกาลดังกล่าวมันเป็นอย่างไร
    [​IMG]






    ภาพเปรียบเทียบชัดๆของซีกที่วางไว้ในพีระมิด ได้ผลการทดลองที่มหัศจรรย์


    [​IMG]





    และซีกที่ไว้ในลูกบาศก์ เพื่อดูว่ามันอาจไม่เน่าเพราะอยู่ในรูปทรงปิดเหมือนในพีระมิดหรือไม่
    กลับได้ผลการทดลองที่คล้ายรอบที่แล้ว คือชุ่มน้ำ ขึ้นรา แต่ที่เห็นชัดคราวนี้อีกคือ มีเม็ดละอองน้ำกระจายโดยรอบ


    [​IMG]





    ละอองน้ำเหล่านั้น คงจะมาจากในแอ็ปเปิ้ลเอง และเป็นเหตุให้มันขึ้นราขาวๆเอง

    แต่ทำไมในพีระมิดไม่เป็น? หากให้เลือกกินแอ็ปเปิ้ลซีกใด คงเลือกอันที่อยู่ในพีระมิดมากกว่า


    แม้ว่าสติปัญญาทางวิทยาศาสตร์ของผมขณะนี้ จะไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดซีกในพีระมิดจึงดูสมบูรณ์ที่สุด
    แต่ก็ภูมิใจครับ ที่ผมเป็นคนเดียวที่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมในอินเตอร์เน็ตครับ นอกนั้นมีเพียงคำบรรยายเท่านั้น

    -----------------------

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทดลองกับแอปเปิ้ลนะครับ เคยทดลองมาแล้วครั้งนึง เวิร์คเหมือนกัน แต่ทดลองกับฝรั่ง ไม่เวิร์ค ฮะฮะฮะ อันนี้ต้องยอมรับตามตรง

    สำหรับการทดลองแอ็ปเปิ้ลก่อนหน้านั้น เป็นดังนี้ครับ


    [​IMG]

    [​IMG]


    สรุปว่าก็เน่าหมดหละฮะ แต่อันในพีระมิดสมบูรณ์ที่สุด
    แต่แปลกใจอันที่อยู่ในลูกบาศก์ ทำไมขึ้นราทุกที - -!
    ------------------------------------


    การทดลองพลังพีระมิดด้วยหอมหัวใหญ่


    [​IMG]

    [​IMG]



    ที่ผ่านๆมา เหมือนจะสรุปได้เลยว่า อันที่อยู่ในลูกบาศก์ ได้ผลการทดลองห่วยสุด - -!
    อันที่วางอยู่ข้างนอก เผลอๆจะดูดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่กินหลอกนะ 555

    ทำไมผมจึงต้องทำลูกบาศก์?

    เพราะเคยได้ยินนักวิทยาศาสตร์(กระแสหลัก)ให้ความเห็นต่อกรณีพลังพีระมิดว่า ไม่น่าจะมีอยู่จริง น่าจะเป็นเพราะการเก็บรักษาเอาไว้ในที่ปิด แบคทีเรียต่างๆเลยเข้าทำลายได้ยากกว่า

    เพราะเหตุนี้ ผมเลยต้องทำรูปทรงปิดชนิดอื่นขึ้นมาเปรียบเทียบกันครับ


    ฝรั่งทดลองแบบโครงปิรามิดเปิด ก็ได้ผลนะครับ ใครว่างลองทดสอบดูครับ





    ทุกวัสดุที่เป็นรูปทรงปิรมิดจะช่วยทั้งการรักษาสภาพของมวลสารชีวภาพ(เซลล์) และ ปลดปล่อยพลังงาน

    บางวัสดุบางธาตุ หากนำมาทำเป็นรูปทรงเป็นปิรมิด
    เช่น คริสตัส, มรกต นอกจากจะช่วยรักษาและปลดปล่อยพลังคล้ายข้อด้านบนแล้ว
    ก็จะมีการสร้างเครือข่ายเชื่อมพลังงานระหว่างปิรมิดด้วยกันเองหลายตำแหน่ง และ จิตได้อีกด้วย ...
    พลังงานนี้ จัดเป็นพลังงานจักรวาล

    ภาพนี้เป็นการทดสอบพลังงานที่ปลดปล่อยออกจากปิรมิด
    เมื่อถูกกระตุ้นจาก Tesla Coil สร้างสนามพลังงาน
    แล้วจากการถ่ายภาพจากกล้องเคอร์เลียน (Kirlian Camera)
    ก็ได้พลังงานออกมารูปแบบลักษณะนี้


    [​IMG]



    และอีกภาพจากการถ่ายภาพจากกล้องเคอร์เลียน (Kirlian Camera)
    จากบทความเดียวกัน

    [​IMG]

    หมายเหตุ
    - กล้องเคอร์เลี่ยน มีคุณสมบัติคล้ายกล้องออร่า สร้างมาเพื่อถ่ายภาพพลังงานที่ละเอียดกว่าตาเปล่าและกล้องธรรมดาจะมองเห็น คือพลังทางชีวภาพ รังสีพลังชีวิต รังสีพลังจากวัตถุบางชนิด

    - เลขาคณิตรูปทรงปิรมิดเป็นสากล เกี่ยวข้องกับพลังจักรวาล และ เป็นวิทยาศาสตร์ควอนตั้มยุคใหม่ล้วนๆ ซึ่งไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับความขลังของวัตถุ หรือความศักดิ์สิทธิ์ของตัวบุคคล.



    เครดิต : สมภพ : การทดลองพลังลึกลับของพีระมิด

    ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2012/11/blog-post_25.html#ixzz3GE9dlT00
    ขอบคุณครับที่ใส่เครดิต
     
  27. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ออร่า มหัศจรรย์แห่งแสงในกายมนุษย์
    on วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 16:11 in พลังออร่า | 0 ความคิดเห็น
    [​IMG]

    *** คัดลอกมา บางส่วน ใน ออร่า มหัศจรรย์แห่งกายแสงมนุษย์ จากหนังสือ มิติที่ 3

    [​IMG]

    ในโลกาใบนี้ ยังมีสิ่งชีวิตบางจำพวกสามารถแสดงคุณสมบัติของการเรืองแสงชีวภาพได้ด้วยตนเอง
    เป็นแสงเรืองสว่างปราศจากความร้อน ได้แก่ พวกเห็ดราบางชนิด แมงบางพันธุ์ ปลาที่อาศัยอยู่ทะเลลึก เป็นต้น การมีแสงเรืองในตัวเองก็เพื่อประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร การนำทาง หรือเพื่อป้องกันภัยอันตราย …
    [​IMG]
    นอกจากนี้แล้วยังระบุไว้อีกด้วยว่าสีสันของออร่าจะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสุภาพของอารมณ์ เช่น
    สีแสด ส้ม จะเกิดเมื่อมีอารมณ์โกรธ หรือเกลียด หรือถูกกดดัน
    สีแดงเข้มคล้ำจะเกิดขึ้นเมือมีอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจ อยู่ในโทสะจริตหรือกำลังลุ่มหลงด้วยโลภราคะ
    สีน้ำตาล จะปรากฏขึ้นเมือเกิดอารมณ์ตระหนี่ หึงหวง หรือเกิดความงก
    สีแดงดอกกุหลาบ เกิดขึ้นเมืองอยู่ในอารมณ์แห่งความรัก ความใคร่ทางกาม
    สีเหลือง จะเกิดขึ้นถ้าอยู่ในอารมณ์เป็นกลางหรือในขณะใช้ความคิดทางสติปัญญา
    สีม่วง จะปรากฏออกมาเมื่อเกิดอารมณ์สงบ วิเวก
    สีน้ำเงิน ปรากฏได้ก็ต่อมเออยู่ในอารมณ์เชื่อมันมีจิตศรัทธาในรสพระธรรมหรือบุญกุศล และ
    สีเขียว จะเกิดขึ้นถ้ามีอารมณ์อิจฉาริษยา ……

    นอกจากนี้แล้วผู้เชี่ยวชาญทางการเข้าฌานบางคนยังเคยเห็นสีของออร่าสีอื่น ๆ อีก
    แต่ยังระบุไม่ได้ว่ามีความหมายอย่างไร นอกจากผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งคือสตีเฟน อสวิคกิ ในปีพ.ศ. 2443 ยืนยันว่าได้เห็นออร่าของคนใกล้จะตายเปล่งสีออกมาเป็นสีเทาทึบ ๆ คล้ายหมอกควันดำ
    และเขาได้เห็นหลายครั้งเป็นเช่นนั้น จึงเชื่อว่าสีเทาดำนั้นเป็นสีที่เกิดขึ้นก่อนที่จิตจะสละร่างออกไป

    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ กล่าวกันว่าตอนที่พระองค์ตรัสรู้นั้น
    ทรงเปล่งรังสีออกมารอบพระวรกายเป็นฉัพพรรณรังสีเลยทีเดียว
    ว่ากันว่าแสงสว่างแห่งรังสีนั้นสว่างวาบกระจายไปทั่วจักรวาล ขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นสูงสุด และลงไปถึงนรกขุมอเวจี พวกสัตว์อเวจีนรกได้เห็นกันแวบเดียว
    แต่พวกเทวดาและพรหมชั้นสูงต่างได้เห็นรังสีเรืองรอง ทำให้ทราบว่าพระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้วในพิภพนี้..

    ฉัพพรรณรังสีประกอบด้วยแสงสี 6 สี กล่าวคือ
    สีเขียวเหมือนดอกอัญชัน
    เหลืองเหมือนหรดาล
    ทองแดงเหมือนตะวันอ่อน
    ขาวเหมือนแผ่นเงิน
    สีหงสบาทเหมือนดอกเซ่งหรือหงอนไก่ และ
    สีประภัสสรคือเลื่อมพรายแวววาวคล้ายสีในผลึกแก้ว…

    แสงแห่งศีรษะ
    มีเรื่องกล่าวขวัญล้ำลือกันมามายเกี่ยวกับผู้ทรงศีล นักบุญ นักบวช
    ทั้งของตะวันออกและตะวันตกที่สามารถเปล่งรังสีออร่าออกจากร่างกาย
    จนทำให้คนธรรมดาสามารถมองเห็นได้ดัวยตาเปล่า…
    เรื่องราวนี้มีมูลความจริงอยู่บ้านเพราะมีปรากฏอยู่ในบันทึกและคำให้การจากผู้ที่เชื่อถือได้
    ดังเช่นจากบันทึกของโป๊บ เบเนติค ที่ 14 เขียนไว้ว่า

    ….ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของเปลวแสงที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัวมนุษย์บางคน หรือรังสีที่เปล่งออกมารอบศีรษะของคนบางคนนี้ไม่เหมือนกับเปลวไฟ เพราะมันไม่พริ้วสะบัดขึ้นข้างบน แต่มันพริ้วสะบัดออกไปเป็นรัศมีรอบทิศทาง เปลวแสงนี้มิได้เกิดขึ้นอยู่แค่ภายในร่างกายของคน
    แล้วเปล่งประกายแผ่ออกมา แต่บางครั้งยังเกิดขึ้นได้กับสิ่งของเครื่องใช้ซึ่งเป็นของคนคนนั้น
    หรือเป็นสิ่งของที่อยู่ใกล้ชิดตัวคนคนนั้น หรือเป็นสิ่งของที่คนคนนั้นได้สัมผัส…

    ……อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องจากบันทึกของสาธุคุณ ดี.สโคร์เรลลี ผู้ซึ่งเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยเยซูอิท
    ที่ดคอิมบรา ในโปตุเกส…ราวปี พ.ศ. 2143
    ..วันหนึ่งตอนบ่าย มีผู้ต้องการเข้าพบสาธุคุณฟรานซิสโก ซูเอรีส แห่งสเปน
    ผู้ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาประจำอยู่ในวิทยาลัย จึง ให้นักบวชเจอรโรมี ดา ซิลวา ไปตามตัวที่บ้านพัก พบว่าม่านไม้หน้าประตูบ้านปิดอยู่ซึ่งแสดงว่าสาธุคุณฟรานซิสโกไม่ต้องการให้ใครเข้าไปรบกวนในบ้าน

    นักบวชซิลวาจึงได้แต่ยืนร้องเรียกอยู่หน้าประตู แต่ก็ไม่มีใครขานรับจนรู้สึกผิดปกติและด้วยคำสั่งกำชับจากท่านาธุคุณผู้อำนาวยการให้ตามตัวมาให้ได้
    จึงตัดสินใจเปิดม่านประตูก้าวเข้าไป และก็พบว่า
    ภายในห้องนั้นมีแสงเรืองสว่างผิดปกติ ร่างของสาธุคุณฟรานซิสโกกำลังคุกเข่า
    หันหลังให้อยู่หน้าหิ้งบูชาด้วยอาการสงบนิ่ง

    แต่ที่น่าประหลาดคือศีรษะของท่านสาธุคุณมีแสงสว่างเรืองส่องออกมาสว่างผิดปกติ
    จะว่าเป็นแสงเทียนบูชาก็ไม่ใช่ เพราบนหิ้งบูชาไม่มีเทียน
    มีแต่ไม้กางเขนและเครื่องประดับอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ….
    ชั่วอึดใจนั้นท่านสาธุคุณฟรานซิสโกก็หันกลับมา
    คราวนี้นักบวชซิลวาถึงกับผงะด้วยความตกใจ ตั้งแต่ศีรษะ หน้าผาก
    ใบหน้าลงมาถึงหน้าอกของท่านสาธุคุณมีแสงเปลวไฟเรืองสว่างออกมา…..
    นักบวชหนุ่มถอยหลังออกมานอกห้องอย่างตกใจ
    พอตั้งสติได้ก็เผ่นกลับไปรายงานให้ผู้อำนวยการวิทยาลัยทราบเรื่องทันที

    …เมื่อผู้อำนวยการวิทยาลัยทราบเรื่องดังกล่าวแล้วจึงรีบออกมาดูด้วยตนเอง
    และพบว่าท่านสาธุคุณฟรานซิสโกกำลังรอคอยอยู่แล้ว ท่านพนมมือและกล่าวด้วยน้ำตาว่า….
    ท่านไม่ต้องตกใจเป็นห่วงอะไรหรอกข้าพเจ้าไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น อีกสองสามชั่วโมงก็จะกลับคืนเป็นปกติ…
    เรื่องราวของปกราฏการณ์อัศจรรย์แห่งแสงเรืองของสาธุคุณฟรานซิสโกได้รับการปกปิด
    ตราบจนกระทั่งท่านมรณะไปในปี พ.ศ. 2510 จึงได้รับการเปิดเผย….

    แสงแห่งวิญญาณ
    ยังมีเรื่องของแสงอัศจรรย์อีกแบบหนึ่งทีเกี่ยวข้องกับคนบางคน
    แสงเรืองนี้จะเกิดขึ้นติดตามคนบางคนในเฉพาะบางเวลาเท่านั้น
    แสงเรืองชนิดนี้มีจริงและทางวิทยาศาสตร์ก็ยังอธิบายไม่ได้
    ส่วนมากมักเกิดขึ้นในบริเวณที่มีการกระทำพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับทางจิตวิญญาณ และศาสนา
    หรือทางไสยศาสตร์ต่าง ๆ และมีพบบ้างในพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ….

    เก็บเล็กผสมน้อยนำมาย่อยฝอยกันฟังหวังให้เพลิดเพลินเขียนมากเดี๋ยวจะเกิน
    ….พิภพโลกานี้ยังมีสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์อีกแยะที่ยังไม่มีใครทราบคำตอบความลี้ลับจะยังปรากฏ
    อยู่ตราบที่ความรู้ยังมีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่มีอยู่ในมิติแห่งนี้ทั้งหมด

    …..สิ่งที่เรารู้ ยังมีที่สิ้นสุดแต่สิ่งที่เราไม่รู้นั้น มันหาที่สิ้นสุดบ่ได้….

    **** dd. ทำให้นึกถึงประโยคที่ว่า ...... อันหาเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดมิได้
    แต่ก็ยังคิดว่า พุทธญาณ , สัพพัญญุตญาณ , หรือญาณทัสสนะของผู้มีบารมีธรรมแก่กล้า
    น่าจะรู้ทุกสิ่งและรู้ทั้งหมด ที่อยู่ในวัฏฏสงสาร และที่อยู่นอกวัฏฏสงสาร
    เพราะมีคำว่า ใน จึงควรมีสิ่งที่อยู่ นอก แต่จะเป็นอะไร อย่างไร ณ ตอนนี้คงบอกได้แต่ว่า

    …..สิ่งที่ มนุษย์ หรือ ทิพย์ และพรหม รู้ ยังมีที่สิ้นสุดแต่สิ่งที่ยังไม่รู้นั้น มันหาที่สิ้นสุดบ่ได้….
    ******
    "พระฉัพพรรณรังสีที่แผ่จากพระกายพระพุทธเจ้า"
    ฉัพพรรณรังสี คือแสงสว่างที่พวยพุ่งออกจากจุดกลางเป็นรัศมี ๖ ประการ ซึ่งเปล่งออกจากพระสรีรกายของพระพุทธเจ้า คือ
    [​IMG]

    ๑. นีละ เขียวเหมือนดอกอัญชัน
    ๒. ปีตะ เหลืองเหมือนหรดาลทอง
    ๓. โลหิตตะ ขาวเหมือนแผ่นเงิน
    ๕. มัญเชฏฐะ สีหงสบาทเหมือนดอกเซ่งหรือหงอนไก่
    ๖. ปภัสสระ เลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก

    สีทั้ง ๖ นี้ไม่ได้พุ่งออกเป็นสี ๆ ดังที่แยกไว้นี้ แต่แผ่ออกมาพร้อมกัน ในหนังสือปฐมสมโพธิกถา ฉบับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวถึงพระฉัพพรรณรังสีที่แผ่ซ่านออกจากพระกายพระพุทธเจ้า ไว้ดังนี้

    "ในลำดับนั้น พระฉัพพรรณรังสีก็โอภาสแผ่ออกจากพระสริรกาย อันว่า นิลประภาก็เขียวสดเสมอด้วยสีแห่งดอกอัญชัน มิฉะนั้นดุจพื้นแห่งเมฆแลดอกนิลุบลแลปีกแห่งแมลงภู่ ผุดออกจากอังคาพยพในที่อันเขียวแล่นไปจับเอาราวป่า

    และพระรัศมีที่เหลืองนั้นมีครุวนา ดุจสีเขียวแล่นไปจับเอาราวป่า แลพระรัศมีที่เหลืองนั้นมีครุวนา ดุจสีหรดารทองแลดอกกรรณิการ์แลกาญจนปัฏอันแผ่ไว้ พระรัศมีออกจากพระสริรประเทศในที่อันเหลืองแล้ว แล่นไปสู่ทิศานุทิศต่าง ๆ

    พระรัศมีที่แดงอย่างพาลทิพากรแลแก้วประพาฬ แลกุมุทปทุมกุสุมชาติ โอภาสออกจากพระสริรอินทรีย์ ในที่อันแดงแล้วแล่นฉวัดเฉวียนไปในประเทศที่ทั้งปวง

    พระรัศมีมีที่ขาวก็ขาวดุจดวงรัชนิกร แลแก้วมณี แลสีสังข์ แลแผ่นเงิน แลดวงดาวพกาพฤกษ์ พุ่งออกจากพระสริรประเทศในที่อันขาวแล้วแล่นไปในทิศโดยรอบ

    พระรัศมีหงสสิบาทก็พิลาสเล่ห์ดุจสีดอกเซ่ง แลดอกชบา แลดอกหงอนไก่ออกจากรัชกายรุ่งเรืองจำรัส

    พระรัศมีประภัสสรประภาครุนาดุจสีแก้วพลึกแลแก้วไพฑูริย์เลื่อมประพระฉัพพรรณรังสีทั้ง ๖ ประการ แผ่ไพศาลแวดล้อมไปโดยรอบพระสกลกายยินทรีย์ กำหนดที่ ๑๒ ศอก โดยประมาณ อันว่า ศศิสุริยประภาแลดาราก็วิกลวิการอันแสง เศร้าสีดุจหิ่งห้อยเหือดสิ้นสูญ มิได้จำรูญไพโรจโชติชัชวาล"

    ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2011/05/blog-post_2019.html#ixzz3GEBKZ49T
    ขอบคุณครับที่ใส่เครดิต
     
  28. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ตัวอย่างที่ 1 ภาพออร่าของบุคคลเจ้าความคิด
    07.jpg

    วิเคราะห์เจาะลึกเบื้องต้น เป็นคนมีความสามารถเจ้าความคิด เก่งในชีวิตและการงาน แต่เป็นคนขี้เบื่อ ขี้รำคาญ ท้องผูก ลืมง่ายหน่ายเร็ว ทำอะไรรวดเร็วเกินไป และชอบตัดสินคนอื่น มีปัญหาที่กระเพาะปัสสาวะ มดลูก และควรดื่มน้ำเยอะๆ กว่านี้ โชคลาภจะเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสไปทำบุญกับสัตว์พิการ หรือควรหาเวลาไปอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง ชีวิตจะดียิ่งขึ้น ถ้าหารู้จักให้อภัยและใจเย็นลง ทำอะไรด้วยสติและค่อยเป็นค่อยไป




    ตัวอย่างที่ 2 ภาพออร่าของบุคคลป่วยเป็นมะเร็ง

    08.jpg

    เป็นคนรักสงบ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น จิตใจดี มีพลังจิต ไว้วางใจได้ มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน ปรับตัวเก่ง ชอบอิสระ คุณอาจมีลักษณะภายนอกหงิมๆ หรือเรียบง่าย แต่ส่วนลึกแล้วดื้อน่าดู คุณเป็นพวกสู้งาน หนักเอาเบาสู้ คุณเป็นพลเมืองดี เป็นเสาหลักในชุมชนชอบชิงดีชิงเด่น รู้สึกไวต่อขนบธรรมเนียมประเพณีและจรรยามารยาทของสังคม คุณเป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา มีศีลธรรมและมีชื่อเสียง คุณเป็นครูที่แสนวิเศษ มีแรงขับทางเพศในระดับปกติ และมีความรู้สึกรักใคร่อย่างลึกซึ่งต่อครอบครัวของคุณเอง นอกจากนี้ภาพของบุคคลนี้ จะมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว อาจจะเป็นโรคภูมิแพ้ หรือระบบปอดและการหายใจ รวมทั้งเมื่อตรวจลึกเข้าไปในระดับเซลล์แล้วมีเชื้อมะเร็งหลบซ่อนอยู่ในต่อมน้ำเหลือง มีโอกาสเยียวยารักษาได้ หากมีจิตใจที่เข้มแข็งและไม่ห่อเหี่ยวกับโรคภัยที่เกิดขึ้น






    ตัวอย่างที่ 3 ภาพออร่าของบุคคลที่มีความมุ่งมั่นสูง
    09.jpg

    คุณเป็นคนคิดอะไรรวดเร็ว มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ เข้าสังคมง่ายปรับตัวเก่ง ชอบคุยถกเถียงปัญหา ชอบเรียนรู้ และทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน มีพรสวรรค์ด้านพูด งานที่ทำควรเกี่ยวกับการพูดเป็นสื่อ เช่น ครู เซลล์แมน นักการพูด ที่ปรึกษา ฯลฯ หรืองานอาชีพที่ต้องใช้คำพูดเป็นหลัก เป็นคนฉลาดหลักแหลม และเรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว จินตนาการของคุณใช้การได้ดี พลังงานประสาท ความคิดก่อตัวขึ้นอย่างประณีตและมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือโลก อย่างไรก็ตามคุณมีความโน้มเอียงที่จะชอบความโดดเดี่ยว และชอบทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ มีแนวโน้มที่จะพูดถึงการกระทำที่หรูหราแต่ไม่ทำ ความลับของคุณคือ ขี้อาย ใช้เวลานานกว่าที่จะได้รับการเคารพนับถือ กระหายการสรรเสริญเลื่อมใสความฉลาดหลักแหลมของคุณ คุณเป็นคนเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างทางจิตใจ คุณเป็นเพื่อนที่ปลอดภัยและเป็นคู่คิดที่ไว้ใจได้ แม้บางครั้งจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ ดื้อรั้น ชอบเอาชนะ เอาแต่ใจตัวเอง แต่จะมีความสำเร็จได้เมื่ออายุผ่านเลยหลักที่ 40 ไปแล้ว


    ตัวอย่างที่ 4 ภาพออร่าของบุคคลเจ้าปัญญา

    10.jpg

    เป็นออร่า สีสันของคนฉลาด เจ้าปัญญา หลักแหลม คิดอ่านการใหญ่โต รู้เท่าทันคนอื่น และมีความกระตือรือร้น เป็นผู้นำ เต็มไปด้วยพลังกระฉับกระเฉง มีเสน่ห์ สามารถพูดจากโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นได้ดี เป็นคนสนุกสนาน โอบอ้อมอารี กล้าหาญ ทะเยอทะยาน มองโลกในแง่ดี ชอบการแข่งขัน คุณเป็นพวกที่ชอบแสดงออก คุณชอบรักษาสิทธิ์ กระฉับกระเฉง ขยันขันแข็ง กระปรี้กระเปร่า และชอบการกระทำที่หุนหันใจเร็วหรือทันทีทันใด และมีอารมณ์อันแปรเปลี่ยน คุณรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือมีความสงสารอย่างลึกซึ้งสำหรับเพื่อนมนุษย์และถูกโน้มน้าวให้โอนเอียงได้ง่ายสี ออร่า รายนี้ กำลังจะมีโอกาสทำธุรกิจใหญ่ได้เงินมากมาย มีการเดินทาง และกำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตไปสู่ความรุ่งโรจน์







    ตัวอย่างที่ 5 ภาพออร่าของบุคคลขี้วิตกวิจารณ์
    11.jpg

    ภาพออร่า บุคคลนี้ภายนอกดูสว่างสดใจแต่ภายในพลังชีวิตสับสน ว้าเหว่ กลุ้มใจ หรืออัดอั้นตันใจ มีปัญหาทางสุขภาพเรื้อรัง โรคกระเพาะอาหารกรดไหลย้อน นอนไม่หลับ ฝันร้าย และกังวลกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต การเงินโชคลาภมีสิทธิ์ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือสลากออมสิน แต่อาภัพเรื่องคู่และความรัก...............
     
  29. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ตัวอย่างที่ 6 ภาพออร่าของบุคคลที่กำลังจะแต่งงาน

    12.jpg

    เป็นสีออร่าของบุคคลผู้มีข่าวดีเรื่องความรัก การงานและโชคชะตากำลังเข้าข้างคุณ ทำอะไรก็สำเร็จดูดีไปเสียทุกอย่าง เป็นสีที่นำมาซึ่งความสำเร็จ คุณควรหาอะไรที่ท้าทายความสามารถทำแต่อย่าให้ถึงกับว่า คุณวิ่งไม่เร็ว แต่คุณสร้างโครงการท้าทายความสามารถโดยฝันที่จะเป็นนักกีฬาโอลิมปิก อย่างนี้มันเกินความสามารถมากไป ต้องพิจารณาให้พอเหมาะสม เป็นคนค่อนข้างมีความสนุกสนานความสุขและความรัก เป็นนักบ่นและไม่รีรอที่จะบ่นดังๆ เสียด้วย





    ตัวอย่างที่ 7 ภาพออร่าของบุคคลผู้มีพลังชีวิตสูง

    13.jpg

    เป็นตัวอย่างออร่าของบุคคลผู้มีพลังชีวิตสูงมีสติปัญญาไหวพริบดี เป็นคนอบอุ่น เจ้าความคิดกระตือรื้อร้น และรู้ทัน ทันการณ์ ทำให้มุ่งมุ่นและจริงจัง แต่บางครั้งเป็นคนขี้เบื่อ ขี้รำคาญ กำลังมีความสุขกับความรัก เพิ่งแต่งงานและชีวิตกำลังจะไปได้สวย...........................





    ตัวอย่างที่ 8 ภาพออร่าของบุคคลผู้มีสมาธิจิตดีงาม

    14.jpg

    ออร่านี้เป็นสีที่เด่นที่สุดบนโลกนี้ ปรับพลังของเราให้สมดุลช่วยให้รับรู้ได้ไวขึ้นและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ทำให้เกิดความสงบระงับสีออร่านี้ช่วยทำให้เกิดมิตรภาพ ความหวัง ความสัตย์ซื่อ และสันติภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกสงบและฟื้นฟูสติปัญญา เข้าอกเข้าใจผู้อื่นและแสดงถึงความสามารถในการรักษาโรค พลังออร่าของบุคคลนี้จะช่วยปลอบประโลมบำบัดรักษาเป็นสีแห่งสันติสุข และให้ความรู้สึกเย็นในด้านบวกเป็นสีที่ช่วยให้คนที่รู้สึกอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายมีพลังบำบัดรักษาสูงมีญาณพิเศษ เข้าใจชีวิตและค้นพบสัจจะธรรมของโลกและปลดปล่อยตัวเองจากอดีตหรือความเศร้าโศกได้อย่างน่าเคารพยกย่อง...............





    ตัวอย่างที่ 9 ภาพออร่าของบุคคลผู้มีจิตสัมผัส
    15.jpg

    เป็นสีของพลังจิต สัมผัสที่ 6 โทรจิตความฉลาดล้ำลึก ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มีความจริงใจ ชอบค้นหาสัจจะและความจริงของชีวิต ในด้านบวกที่สุด สีออร่านี้ผนวกเหตุผลเข้ากับสัญชาตญาณและวินัยเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ และยังแทนพลังในทางสร้างสรรค์และทำลายในธรรมชาติของคนในเวลาเดียวกัน และยังแทนกระบวนการเมตาโบลิซึมทั้งในด้านที่ทำนายได้ ในแง่ลบพลังงานตกค้างจะทำให้คุณเฉื่อยชาเมื่อยล้า จิตใจอ่อนล้า และการพยายามต่อสู้ฟันฝ่าที่ปราศจากความสำเร็จ แต่มันยังแทน “จุดผ่านพ้นอุปสรรค” เมื่อความล้มเหลวเดิมๆ เปลี่ยนไปเป็นความสำเร็จใหม่ ๆ จิตใจสับสนวุ่นวายฝ่าฟันสู่สำนึกที่สูงขึ้น และสิ่งที่เป็นปัญหากลับกลายมาอยู่ในขั้นที่จะก้าวไปสู่ทางแก้ปัญหาอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นคนชอบงานด้านสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้อื่น ชอบรับผิดชอบงานจิตใจโอบอ้อมอารี เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ ไม่เห็นแก่ตัว..............





    ตัวอย่างที่ 10 ภาพออร่าของบุคคลที่กำลังจะล้มละลาย
    16.jpg

    เป็นออร่าของบุคคลที่มีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างสูงอาจจะถึงขั้นถูกคดีความหรือถูกฟ้องล้มละลายแต่ก็เป็นคนที่มีความสงบเยือกเย็น มีความเข้าใจชีวิตรู้จักการผ่อนหนักผ่อนเบา บั้นปลายชีวิต จะฟื้นตัวอีกครั้ง ร่ำรวยและเข้าสู่การปฏิบัติธรรม รู้ได้สภาวะจิตชั้นสูงอย่างน่าชื่นชม...............





    ตัวอย่างที่ 11 ภาพออร่าของบุคคลที่เป็นมหาเศรษฐี
    17.jpg

    สีออร่านี้เป็นคนคิดอะไรรวดเร็ว มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ เข้าสังคมง่ายปรับตัวเก่ง ชอบคุยถกเถียงปัญหา ชอบเรียนรู้ และทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน มีพรสวรรค์ด้านพูด งานที่ทำควรเกี่ยวกับการพูดเป็นสื่อ เช่น ครู เซลล์แมน นักการพูด ที่ปรึกษา ฯลฯ หรืองานอาชีพที่ต้องใช้คำพูดเป็นหลัก เป็นคนฉลาดหลักแหลม และเรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว จินตนาการของคุณใช้การได้ดี พลังงานประสาท ความคิดก่อตัวขึ้นอย่างประณีตและมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือโลก อย่างไรก็ตามคุณมีความโน้มเอียงที่จะชอบความโดดเดี่ยว และชอบทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ มีแนวโน้มที่จะพูดถึงการกระทำที่หรูหราแต่ไม่ทำ ความลับของคุณคือ ขี้อาย ใช้เวลานานกว่าที่จะได้รับการเคารพนับถือ กระหายการสรรเสริญเลื่อมใสความฉลาดหลักแหลมของคุณ คุณเป็นคนเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างทางจิตใจ คุณเป็นเพื่อนที่ปลอดภัยและเป็นคู่คิดที่ไว้ใจได้ ในช่วงนี้ไม่เกิน 6 – 10 ปี จะเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในทรัพย์สินเงิน ขั้นมหาเศรษฐีแน่นอน.................




    ตัวอย่างที่ 12 ภาพออร่าของบุคคลที่มีพลังอาถรรพ์ตกค้าง
    18.jpg

    เป็นภาพออร่าของบุคคลผู้มีความสามารถทางสติปัญญามีพลังในการรักษาอาการท้อแท้หดหู่ช่วยให้รู้สึกกระตือรือร้นขึ้น ช่วยสร้างความมั่นใจและการมองโลกในแง่ดียิ่งขึ้น เป็นสีแห่งความสนุกสนานรื่นรมย์แต่ยังนำมาซึ่งความฉลาดรอบรู้ความเข้าใจและการหยั่งรู้โดยสัญชาตญาณชั้นสูงสุด ในแง่ที่ดีเลิศสีออร่านี้เป็นตัวแทนของความสมบูรณ์ของจิตวิญญาณ ความสงบสุขและการพักผ่อน เป็นสีของแสงสุริยา ความหนุ่มสาว ความยินดีปรีดาและความสรวลเสเฮฮา รื่นเริง ในด้านลบยังเป็นสีแห่งความขลาด อคติ การทำลายล้างจับจด ขี้อาย โกหกเก่ง อิจฉาริษยา ความคลางแคลงใจ และหลงตัวเองเป็นผู้ที่ซึมซับพลังงานด้านลบ คุณไสยและอาถรรพ์ต่างๆ ได้ง่าย จึงควรฝึกทำสมาธิวิปัสสนาเพื่อขจัดปัดเป่าอาถรรพ์





    ตัวอย่างที่ 13 ภาพออร่าของบุคคลที่มีเกณฑ์ดวงอุบัติเหตุ
    19.jpg

    เป็นออร่าของบุคคลที่ชอบทำงานหลาย ๆ อย่างในคราวเดียวกัน จึงกลายเป็นคนจับจดทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างเดียว นอกจากนั้นยังเป็นพวกชีพจรลงเท้าและขาดความอดทนอีกด้วย ใจคอหงุดหงิดง่าย ขี้กังวลและขี้ลืม ขี้กังวล ตื่นตระหนก และอาจหลังตัวเอง รวมทั้งอาจจะบ้างานมากไปจนเครียด ควรรู้จักพักผ่อน และคลายความเครียด เกณฑ์ดวงและพลังชีวิต ควรระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือทะเลาะวิวาทให้มากที่สุด ดวงชะตาในเวลานี้น่าเป็นห่วง



    ตัวอย่างที่ 14 ภาพออร่าของบุคคลที่ดวงตก
    20.jpg

    เป็นออร่าของบุคคลที่กำลังประสบปัญหาชีวิตถูกให้ออกจากงาน หรืออาจจะถูกทอดทิ้งจากคู่รัก ครอบครัว เพื่อนฝูงหน่ายหนี และมีหนี้สินล้นพ้นตัว มีความทุกข์แทรกแซงไว้ด้วยความเห็นแก่ตัว อิจฉา ริษยาและความเกียจคร้าน สีเขียวคล้ำ เขียวเข้มทำให้รู้สึกห่อเหี่ยวถึงขั้นอ่อนล้า ควรไปหาแพทย์เพื่อตรวจหาโรคร้ายหรือไม่ก็ควรไปบวชพระเพื่อค้ำดวงชะตาชีวิตโดยทันที......................





    ตัวอย่างที่ 15 ภาพออร่าของบุคคลที่กำลังร่ำรวยทางธุรกิจ
    21.jpg

    เป็นออร่าของผู้ที่มองโลกในแง่ดี แม้ชีวิตจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไปบ้างแต่ยังยิ้มสู้เสมอ แสงออร่าของคุณจึงกว้างและสว่างไสวเสมอทำให้กระชุ่มกระชวย ดูอ่อนกว่าวัย คุณมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ ปากกับใจตรงกัน รักการผจญภัย มีความคิดสร้างสรรค์และมีจินตนาการ ชอบพบปะผู้คน และสนใจการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม มีพรสวรรค์หลาย ๆ ด้าน คุณเป็นคนสุขุมรอบคอบ และใคร่ครวญคิดหน้าคิดหลังก่อน คุณเป็นคนที่ตัดสินใจแบบอนุรักษ์นิยม ชอบหลบไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อ่อนโยนเวลามีความเครียด ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น รู้จักควบคุมอารมณ์ กระตือรือร้น คุณเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์และนำเพื่อนสู่ชีวิตที่สุขุม มีสติ คุณถนอมเลี้ยงความคิดประหลาดไว้แต่ไม่ทำตาม ความงี่เง่าของคนอื่นกวนใจคุณพอ ๆ กับพวกที่มีสติปัญญาเหนือกว่า ชีวิตช่วงนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคุณความร่ำรวย โชคลาภ วาสนาบารมี จะเบ่งบานในชีวิตของบุคคลผู้นี้............
     
  30. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ตัวอย่างที่ 16 ภาพออร่าของบุคคลผู้ตัดสินใจออกบวช
    22.jpg

    ภาพออร่านี้เป็นสีของสำนึกแห่งสวรรค์ สัจจะ ความกลมกลืน ความสงบเยือกเย็นและความหวัง เป็นสีของการสื่อสาร พลังจิต ความฉลาด ความมีอุดมคติ ขยันขันแข็ง และความสำเร็จ สามารถยืนหยัดอยู่บนขาตัวเอง มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ซื่อตรง จริงใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มักจะเป็นพวกสมถะ จิตใจ กำลังขณะนี้ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะออกบวชหรืออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาซึ่งน่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง..................





    ตัวอย่างที่ 17 ภาพออร่าของบุคคลที่มีพลังสมาธิสูง
    23.jpg

    เป็นออร่าที่มีพลังชีวิตดีงาม ขณะเมื่อทำสมาธิเพื่อช่วยให้จิตเข้าสู่สมาธิได้ลึกขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถปลุกความรักอันยิ่งใหญ่และความรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส ใช้รักษาโรคปอดและขจัดความกังวลบางประการข้อเสีย ปฏิเสธใครไม่เป็น ควรหาเวลาเป็นตัวของตัวเองบ้าง มีมาตรฐานการทำงานสูง จึงมักหงุดหงิดกับอะไร ๆ ที่ไม่ได้ตามมาตรฐานของตนเองเป็นพลังของหมอนักบำบัดหรือผู้ที่อุทิศตนเพื่อผู้อื่นและสามารถรับฟังปัญหาผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ในฐานะของศิราณี ไขปัญหาชีวิต................







    ตัวอย่างที่ 18 ภาพออร่าของบุคคลที่กำลังจะไปต่างประเทศ
    24.jpg

    ออร่าบุคคลนี้เป็นสีแห่งสติปัญญา ทำให้ชอบการสมาคม เป็นสีที่แสดงถึงสภาวะของอารมณ์สุขภาพที่เต็มไปด้วยพลังมีความสุขความคิดสร้างสรรค์และความทะเยอทะยาน พร้อมด้วยกิจกรรมที่เปี่ยมพลัง สีส้มยังสามารถสร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกในการปกป้องรักษาตัวเอง คนอื่น ๆ สัตว์ พืช และสิ่งของต่าง ๆ ข้อเสีย ขี้เกียจ ใจน้อย มักถูกคนอื่นเอาเปรียบ เย่อหยิ่ง อวดฉลาด เก็บกด บ้าอำนาจ ชอบเผด็จการและมองข้ามความสำคัญบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ เกณฑ์ชีวิต ขณะนี้กำลังจะมีวิถีโคจรของการเดินทางไปต่างประเทศ หรือจะมีข่าวดีเรื่องการลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ...............





    ตัวอย่างที่ 19 ภาพออร่าของบุคคลผู้มีโชคในการเล่นหุ้น
    25.jpg

    เป็นภาพออร่าของคนที่มีอะไรพิเศษในตัวเอง เป็นคนอบอุ่น น่าคบ เข้ากับคนง่าย ชอบเป็นที่ปรึกษาปัญหาให้ใครต่อใคร ชอบช่วยเหลือและทำตัวให้เป็นประโยชน์อยู่เสมอ มีจิตใจเป็นสมถะชอบปิดทองหลังพระ คุณควรคบกับคนที่มีนิสัยคล้ายคลึงกัน ไม่งั้นคนอื่นจะเอาเปรียบคุณ คุณเป็นคนที่มีธรรมชาติที่ดีงาม เพลิดเพลินกับการอยู่ร่วมกับคนอื่นและโอนเอนตามความเห็นของคนภายนอก คุณทำงานดี มีความซื่อสัตย์สูงปรารถนาดีและเป็นเจ้าของหัวใจอันห่วงหาอาทร อย่างไรก็ตามความรู้สึกร่าเริงยินดีที่ไม่มีเหตุมีผล ก็มักจะทำให้จิตใจของคุณฟุ้งซ่าน แต่อย่างไรก็ตาม ออร่านี้กำลังมีโชคลาภด้านการลงทุน ในตลาดหลักทรัพย์ ได้หุ้นกำไรงาม ๆ หรือกำลังจะมีเงินออกรถหรูคันใหม่ในอีกไม่ช้านี้..............
     
  31. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    ตัวอย่างที่ 20 ภาพออร่าของบุคคลที่ป่วย...
    20sle.jpg

    เป็นภาพออร่าของบุคคลที่มีโรคภัยแทรกซ้อนอยู่ภายในโดยรุมเร้าสุขภาพอยู่บ่อย ๆ อาจเป็นภูมิแพ้ หรือภูมิคุ้มกันบกพร่องขั้น SLE คุณมีจิตใจละเอียดอ่อน สนใจในศาสตร์ลึกลับจนบางครั้งดูเหมือนเป็นคนลึกลับ คุณมีประสาทสัมผัสที่ ๖ รักสันโดษจนดูเหมือนคุณจะเข้ากับใครไม่ได้ ผู้ที่มีสีนี้มักจะมีพลังจิตสูง คุณเป็นคนมีจิตใจดี ปัญญาไว มีไหวพริบและช่างสังเกต คุณจะถูกยั่วยุได้ง่าย และบ่นเป็นหมีกินผึ้งเมื่อพบความโชคร้าย คุณมีความไร้สาระในตัวพอสมควร แสดงออกถึงความสร้างสรรค์ในงานศิลปะ อยากจะมีเล่ห์เหลี่ยม แต่ก็ยังมีความสำนึกถึงความงดงาม มีใจคอกว้างขวาง สีม่วงเสนอการเป็นนายของตัวเอง ขยายขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ให้สูงขึ้น ยกระดับความปรารถนาทะเยอทะยานอยากของจิตวิญญาณ และเพิ่มพูนส่งเสริมการอุทิศวิญญาณให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณจะหายป่วยด้วย หาเวลาไปเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือ เด็กปัญญาอ่อน ตามสถานสงเคราะห์คนพิการ.............






    ตัวอย่างที่ 21 ภาพออร่าของบุคคลที่มีคนอุปถัมภ์
    21_1.jpg

    เป็นพลังออร่าของบุคคลที่มีโชควาสนาดี มีโอกาสได้รับการอุปการะจากผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจทางการเงินสูง มีความกล้าหาญ กล้าตัดสินใจ ทำงานใหญ่สำเร็จ แต่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือไซนัสที่จมูกมีความรอบรู้เข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างดี มีศิลปะในการโน้มน้าวและชักจูงคนอื่นให้เชื่อฟังได้อย่างน่าพิศวงและยิ่งทำสิ่งดี ๆ คุณก็จะยิ่งร่ำรวยเงินทองกลายเป็นผู้มีฐานะ และมีชื่อเสียงในที่สุด...............
     
  32. กระต่ายในจันทร์

    กระต่ายในจันทร์ อำมาตย์น้อย

    สมัคร:
    13 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    3,710
    ตะลึง! พบ"หลุมดำ" ซ่อนตัว ใน"มหาสมุทรแอตแลนติก" พร้อมกลืนทุกอย่าง ...

    แม้เราจะมองไม่สามารถมองเห็นมันได้ แต่หลุมดำก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและน่ากลัวมากเสียด้วย เพราะมันมีพลังมากพอที่จะดูดกลืนทุกสิ่งที่เข้าไปอยู่ในรัศมี ชนิดที่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งไหนก็ไม่สามารถหลุดรอดไปได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งน้ำหรือแสง ซึ่งตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านอกจากบนอวกาศแล้ว บนโลกของเราก็มีหลุมดำอยู่ด้วย
    211056Blackhole1.jpg
    เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 เว็บไซต์เดลี่เมลของอังกฤษ รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์พบวังน้ำวนพลังงานมหาศาลซ่อนตัวอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก มีพลังและมีรูปแบบเดียวกับหลุมดำที่อยู่ในห้วงอวกาศ

    รายงานระบุว่า หลุมดำที่ว่านี้อยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นน้ำวนขนาดยักษ์ และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีทีเอช ซูริค และมหาวิทยาลัยไมอามี่ เชื่อว่ามันดูดกลืนน้ำแบบเดียวกับที่หลุมดำในห้วงอวกาศดูดกลืนแสง อย่างไรก็ตาม การจะสรุปว่านี่เป็นแค่น้ำวน หรือเป็นหลุมดำที่ซ่อนตัวอยู่บนโลก ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่อาจกล่าวได้แน่ชัด

    ส่วนทางด้าน จอร์จ ฮอลเลอร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัอีทีเอช ซูริค ได้ทำการวิเคราะห์น้ำวนปริศนานี้ด้วยโมเดลทางคณิตศาสตร์ ผ่านการจับตามองด้วยภาพจากดาวเทียม ทำให้พบสิ่งที่น่าตกใจ ซึ่งก็คือการที่แสงแดดไม่ส่องไปในบริเวณนี้ แต่กลับเบนกลับสู่ทิศเดิม กลายเป็นวงโคจรของแสง

    นอกจากนี้ จากการที่น้ำวนปริศนานี้ทำงานเหมือนกับหลุมดำ คือดูดกลืนทุกสิ่ง รวมทั้งทำให้เกิดความผิดปกติของแสง คล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ที่ไอสไตน์ตั้งชื่อว่า โฟตอน สเฟียร์ ที่มักเกิดบริเวณหลุมดำ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายให้ความสนใจกับมันเป็นพิเศษ และตั้งใจจะศึกษาต่อไป เพื่อค้นหาว่ามันคือน้ำวนธรรมดาหรือหลุมดำกันแน่ รวมทั้งศึกษาหาสาเหตุ เผื่อเป็นแนวทางในการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาติเพิ่มเติม

    211056Blackhole2.jpg
    http://www.dek-d.com/board/view/3077107
     
  33. กระต่ายในจันทร์

    กระต่ายในจันทร์ อำมาตย์น้อย

    สมัคร:
    13 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    3,710
    รถไฟหายเข้าไปในอุโมงค์อย่างลึกลับถึง ๔๒ ปี...จู่ๆโผล่ออกมาทุกคนอายุเท่าเดิม
    751195-topic-ix-0.jpg

    เรื่องประหลาดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลพากันปิดปากเงียบ ที่ขบวนรถด่วนขบวนหนึ่งพร้อมกับผู้โดยสารหายลึกลับอย่างไร้ร่องรอย ขณะเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.๒๔๙๒ แล้วจู่ๆโผล่ออกมาอีกในสภาพเดิมทุกอย่าง

    เมื่อต้นปีนี้คือ พ.ศ.๒๕๓๕ ที่ประหลาดยิ่งขึ้น ผู้โดยสารจำนวน ๑๒๐ คน และพนักงานประจำรถ ๓ คน มีอายุเท่ากับวันที่หายเข้าไปในอุโมงค์ไม่มีใครแก่อายุมากขึ้นสักวันเดียว รูปร่างเหมือนเดิมทุกอย่าง และพวกเขายังเชื่อว่า ทุกวันนี้ยังเป็น พ.ศ. ๒๔๙๒ อยู่ รัฐบาลอิตาลีเก็บเรื่องนี้เงียบที่จะพูดถึงขบวนรถด่วนหมายเลข เอฟ ๖๒๖ และยังไม่ยอมพูดถึงว่าเอาขบวนรถนั้นไปไว้ที่ไหนด้วย

    ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ยังคอยจับตาผู้โดยสารทุกคนเว้นแต่มี ๒ คน ที่เป็นชาวต่างประเทศหลบหนีการสอบสวนไป ส่วนพนักงานประจำรถ ๓ คน รัฐบาลได้เก็บตัวไว้ใน...สถานที่หนึ่ง ไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณชน

    ข่าวการหายไปของขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ หายลึกลับไป ๔๒ ปี และโผล่กลับมาอีกนั้น แม้ว่าทางการ พยายามปิดข่าว แต่หนังสือพิมพ์อิตาลีเกือบทุกฉบับสามารถที่จะติดตามมาเสนอได้ พยานทีได้รับทราบเหตุการณ์ครั้งนี้เผย ตั้งแต่เริ่มต้นที่ขบวนรถด่วนนี้มีด้วยกัน ๑๓ โบกี้ หายเข้าไปในอุโมงค์ รถไฟที่มีความยาว ๑ ใน ๔ ไมล์อย่างลึกลับไม่ยอมโผล่ออกไปอีกทางหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงปิดอุโมงค์ทำการค้นหา ซึ่งมีทั้งตำรวจและ นักวิทยาศาสตร์ โดยได้ค้นทุกตารางนิ้ว แต่ไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อยว่ามันหายไปได้อย่างไร รางถึงกับรื้อออกแล้วนำมาวางใหม่

    เมื่อค้นหากันไม่พบทำให้หลายคนเชื่อว่า มนุษย์ต่างดาวได้ทำการโจรกรรมโขมยรถด่วนนี้ไป ตามรายงานของ นสพ.อุโมงค์ได้เปิดอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๔๙๓ ตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะมีขบวนรถไฟผ่านไปมาเป็นพันขบวนก็ไม่มีอุบัติเหตุอันแปลก ประหลาดลี้ลับนั้นเกิดขึ้นอีกเลย แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ก็มีคนพยายามค้นหาขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ แต่ก็พบว่ามีแต่ความว่างเปล่า บางคนถึงกับสรุปว่า รถขบวนนี้ถูกหุ้มห่อด้วยกาลเวลาและเดินทางไปสู่อนาคตอันไกลพ้น

    เรื่องราวแบบนี้เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ เรืออินเซอร่า ซึ่งเป็นเรือคุ้มครองเรือประจัญบานของกองทัพเรือสหรัฐจู่ๆก็หายอย่างลึกลับจากอู่เรือที่ฟิลาเดลเฟียในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่แล้วจู่ๆก็ไปปรากฏตัวที่ฐานทัพเรือนอร์ฟอร์ด ซึ่งทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ เมื่อรัฐบาลปิดข่าว หนังสืออิตาลีก็พยายามที่จะขุดค้นออกมา ในที่สุดหนังสือพิมพ์โรมเดลี่ที่ขายดีมากสามารถไปคว้าเอาเทปมาริโอ ฟรานซินี ช่างเครื่องรถไฟขบวนนี้มาตีแผ่ได้ ซึ่งมีดังนี้
    'ขณะที่ขบวนรถเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์นั้น ไม่นานนักก็มีหมอกสีขาวหนาลอยฟ่อง สมองรู้สึกปั่นป่วนไปหมด จากนั้นก็หมดสติไม่รู้สึกตัว มาได้สติอีกครั้งหนึ่งเมื่อขบวนรถได้ออกจากอุโมงค์แล้ว เราคิดว่าเวลาคงจะห่างกันไม่ถึงนาทีดี แต่ที่ไหนได้ เมื่อขบวนรถเรากลับมาถึงสถานีโบล้อคน่าถึงได้ทราบว่า ได้ห่างกันถึง ๔๒ ปี นี่คือสิ่งเดียวที่เรารู้ '
    ผู้โดยสารอื่นๆก็ให้การคล้ายคลึงกันว่า มีหมอกลงจัดเมื่อเวลาเข้าอุโมงค์แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย ผู้โดยสารขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ ๒ คน ที่หลบการให้การคือ อดอล์ฟ โรเนอร์เป็นชาวเยอรมันกับมาร์ติน บาร์ตเลตต์ ชาวแอฟริกาใต้ สำหรับโรเนอร์มีนักข่าวอิตาลีได้โทรศัพท์ไป หลอกถาม โดยอ้างว่าเป็นผู้โดยสารรถด่วนนั้นด้วยกัน โรเนอร์ได้เล่าว่า ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปมาก ตอนที่เขาหายไปพร้อมกับขบวนรถไฟนั้นเขาอายุ ๓๐ ปีมีลูกชายอายุ ๑๐ ขวบ ' เดี๋ยวนี้ลูกชายผมอายุ ๕๒ ปีแล้ว อ้วนและเป็นโรคหัวใจ ส่วนภรรยาผมก็ย่างเข้า๗๐ ปีแล้ว กำลังเป็นโรคเบาหวาน ส่วนผมกลับอายุเพียง ๓๐ ปี เท่านั้น เท่ากับเมื่อปี ๒๔๙๒

    เรื่องราวเหล่านี้เป็นความลึกลับของโลกที่อธิบายได้ยาก ซับซ้อน น่าอัศจรรย์ใจ ต่อผู้ที่ได้รับฟังเป็นอย่างยิ่ง และเรื่องนี้นับว่าเป็นปริศนาอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ชวนติดตาม สืบเสาะ ค้นหาที่มาความเป็นมาเป็นไป
    http://www.iheretravel.com/th/read-webboard/253
     
  34. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    เรื่องคนหายหายไปแบบลึกลับแล้วมาโผล่อีกมิตินึงนี่เป็นที่นิยมกันเยอะมาก น่าสนใจเรื่องมิติเหลื่อมซ้อนกันค่ะ
     
  35. เสือยิ้มยาก

    เสือยิ้มยาก อำมาตย์ฝึกงาน

    สมัคร:
    1 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    460
    อืมมม... ผมชักสงสัยแล้วซิว่า โลกใบนี้ ไม่ใช่มีแค่มนุษย์และสัตว์ เท่านั้น ที่อาศัยอยู่
    ยังมีสิ่งลี้ลับอื่นๆอีก แต่เราไม่สามารถมองเห็นเท่านั้น:eek:

    กรณีที่มีรูปเลขาคณิต หรือสัญลักษณ์แปลกๆใหญ่ อาจเป็นงานอะไรบางอย่างของเขาก็ได้
    แต่มันงานที่เรามองเห็น แล้วเครื่องบินที่หายไปหลายลำ สงสัยโดนอุ้มไปด้วยมั้ง แต่ไปแล้วไปลับ:(
    [​IMG]
     
    อาวุโสโอเค และ dolly natwarin ถูกใจ.
  36. กีรเต้

    กีรเต้ อำมาตย์น้อย

    สมัคร:
    1 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    11,917
    Location:
    เชียงใหม่
  37. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    เรื่องลึกลับของโลก! 10 อันดับความสยอง ใครใจกล้า เข้ามาเล้ย!
    อันดับ 10 ปรากฏการณ์แม่มดเบลล์ (The bell witch)
    [​IMG]

    ตั้ง เมืองอดัมส์ มลรัฐเทนเนสซี อเมริกา ในปี ค.ศ.1817 สถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อปรากฏการณ์หลอนที่มีชื่อที่สุดในอเมริกา ผู้คนทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมาชม รวมไปถึงประธานาธิบดีด้วย
    ซึ่งก็ไม่เคยผิดหวังทุกคนได้เห็นกันทั่วหน้า ซึ่งว่ากันว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากหญิงชราชื่อ เคท แบทส์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของครอบครัวเบลล์
    เธอเจ็บแค้นมากเมื่อครอบครัวนี้โกงเธอในการซื้อขายที่ดิน ดังนั้นก่อนตายเธอได้สาปแช่งว่าถ้าเธอเป็นผีฉันจะให้ดู และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
    ครอบครัวของเบลล์ต้องประสบเคราะห์กรรมต่างๆ นาๆ จากผีที่มองไม่เห็นไม่ว่าจะเป็น ข้าวของแตกกระจาย เข็มทิ่มตามร่างกาย นมหกเลอเทอะ
    ดึงผ้าคลุมจากเตียง การทุบตี แถมเสียงหัวเราะสยองแกล้งแบบสะใจ แม้กระทั่งตอนสมาชิกในครอบครัวตายผีตนนี้ยังไม่วายที่จะแสดงอิทธิฤทธิ์
    หัวเราะร้องเพลงอย่างเริงร่าและดังยาวนานจนผู้ร่วมพิธีศพคนสุดท้ายออกจากงานฝังศพ

    แม้ทุกวันนี้ครอบครัวเบลล์จะหมดรุ่นไปแล้วเกือบ 200 ปี ก็ตาม แต่ทุกวันนี้วิญญาณยังปรากฏตัวอยู่ เนื่องจากมีผู้พบเห็นปรากฏการณ์แปลกๆ
    ภายในถ้ำแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในบริเวณครั้งหนึ่งที่เคยเป็นสมบัติของเบลล์

    (สยองงงงง ~~)

    อันดับ 9 ผีที่บ้านเลขที่ 50 เบิร์กเลย์สแควร์ (50 Berkeley Square)
    [​IMG]
    สถานที่ตั้ง บ้านเลขที่ 50 เบิร์กเลย์ สแควร์ กรุงลอนดอน ผีที่นี่ดุจริงๆ เพราะมันทำให้เหยื่อเคราะห์ร้ายต้องสังเวยให้กับมัน แม้ไม่มีใครทราบที่มาแต่หลายคนต่างโดนมันฆ่าถ้าใครก็ตามที่มานอนพักบ้านร้าง
    หลังนั้น เช่นในปี 1887 กะลาสีสองคนชื่อเอ็ดเวิร์ด บลันเดนและโรเบิร์ต มาร์ติน ได้อาศัยบ้านหลังนี้พักชั่วคราวและต่อมากลางคืนบลันเดนก็พบเห็น
    ผีและสู้กับมันส่วนมาร์ตินหนีออกมาเพื่อแจ้งตำรวจและเมื่อกลับมาก็พบบลันเดนตายอยู่บันไดชั้นล่างในสภาพคอหัก ดวงตาเบิกโพลง นอกจากนั้น
    จอร์จ แคนนิ่ง นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็โดนด้วยและ เสียชีวิตในปี 1827

    ปัจจุบันคนละแวกแถวนั้นมักตกใจเสียงทุบและเสียงกระแทกปึงปังในบางคืน

    (อย่าไปแถวนั้นตอนกลางคืนเด็ดขาด!)



    อันดับ8 บ้านอมิตี้วิลล์ (Amityville House)
    [​IMG]
    สถานที่พบเจอ บ้านเลขที่ 112 โอนอเวนิว อเมริกา บ้านอมิตี้วิลล์ โอนอเวนิว เป็นบ้านทรงดัทซ์ โคโลเนียล หน้าตาเหมือนโรงนาทรงสูงที่ที่สวยงามมากหลังหนึ่ง ถูกสร้างตั้งแต่ปี 1924 แต่เมื่อ
    13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1974 เกิดการฆาตกรรมหมู่ครอบครัวหนึ่งจากนั้นเป็นต้นมาที่นี่ก็กลายเป็นบ้านผีดุไปในบัดดล โดยที่โด่งดังที่สุดคือกรณี
    ของครอบครัวของจอร์จ ลัทซ์ก็อาศัยอยู่บ้านหลังนี้และพบเหตุการณ์ประหลาดแทบทุกคืนไม่ว่าจะเป็นเสียง รอยเท้า ผีอำ ฯลฯ นอกจากนั้น ไม่ว่า
    ใครหน้าไหนเอาเรื่องนี้มาแต่งเป็นนิยายหรือทำเป็นหนังจะโดนคำสาป เห็นได้จาก เคยมีคนนำเรื่องอมิตี้วิลล์มาสร้างหนังปรากฏว่าหลายคนในกอง
    ถ่ายต่างประสบเคราะห์กรรมต่างๆ นาๆ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ลึกลับ เจ็บไข้ ได้ป่วย หรือแม้กระทั่งตายอย่างลึกลับ (ปัจจุบันเราสามารถหาดู
    เรื่องนี้จากหนังเรื่องผีทวงบ้านครับ) ระวังจะโดนคำสาบ!!

    (งั้นไม่ดูละ กลัว!)


    อันดับ 7 เดอะ ฟลายอิ้ง ดัชท์แมน (Flying Dutchman)

    [​IMG]
    สถานที่พบเจอ แหลม Good Hope ฮอลแลนด์ และท้องทะเลทั่วโลก(ไทยก็เคยเจอ) เป็นเรือปีศาจที่ปรากฏตัวให้เห็นบ่อยๆ ในทั่วโลกมาแล้วหลายร้อยปี เดิมคือ เรือ Flying Ducthman เป็นของกัปตัน Van Der Decken ที่นิสัยไม่ดี
    โดยเขาหายสาปสูญที่แหลม Good Hope ก่อนหายได้ตะโกนขึ้นว่า "ข้าจะยังคงวนเวียนอยู่ที่แหลมแห่งนี้ ถึงแม้ว่าข้าจะต้องล่องเรือจนถึงวาระสุด
    ท้ายของโลกก็ตาม" และนับจากนั้นเป็นต้นมาผู้คนทั่วโลกก็พบเรือปีศาจแบบนี้ และว่ากันว่าเรือใดที่เห็นเรือปีศาจนี้จะต้องรับความพินาศ โดยในปี
    1881 คนประจำเรือเจ้าชายจอร์จที่ 5 เห็นเรือนี้จากนั้นไม่นานเขาก็พลัดตกเสากระโดงเรือตาย.... ทุกวันนี้ก็ยังมีคนกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเห็นเรือ
    ฟลายอิ้ง ดัทช์แมนยังคงรอนแรมอยู่เดียวดายกลางทะเลด้วยรูปลักษณ์อันเศร้าโศกและสยดสยอง ริชาร์ด วากเนอร์ คีตกวีชื่อก้องโลกได้อาศัย
    ตำนานปีศาจนี้แต่งอุปรากรที่มีชื่อว่า Der Fliegende Hollander

    (บ้านใครอยู่แถบทะเลระวังนะ เหอะๆ)

    อันดับ 6 วิญญาณที่โบลถ์บอร์ลีย์ (Borley Rectory)
    [​IMG]
    สถานที่พบเจอ กรุงลอนดอนทางตะวันออกเฉียงเหนือ 60 ไมล์ แถบชานเมืองเอสเซกซ์(ปัจจุบันโดนทุบทิ้งแล้ว) เมื่อปี ค.ศ.1362 นักบวชนิกายเบเนดิกทีนและแม่ชีจากสำนักชีในละแวกนั้นถูกพ่อมดหมอผีและชาวบ้านที่งมงายจับสองคนไปฆ่าโดยนักบวชถูก
    แขวนคอส่วนแม่ชีถูกฝังทั้งเป็นภายในผนังของสำนักชี ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นโบสถ์แห่งบอร์เลย์ในปี 1863 และหลังจากนั้นเหตุการณ์ประหลาดก็
    เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นก้อนหินที่ขว้างไปโดยไม่รู้ที่มา รอยเท้าประหลาด เสียง และภาพหลอนขนาดปรากฏตัวในตอนกลางวันแสดๆ เลยก็มี
    โดยปี 1929 เธอปรากฏตัวถี่ขึ้นและเริ่มเห็นเต็มตัวโดยในลักษณะแต่งกายเป็นชีและท่าทางใบหน้าเศร้าหมองร้องขอให้มีผู้พบศพเธอเพื่อประกอบ
    พิธีทางศาสนา และมีผู้ถ่ายรูปเธอออกมาเพียบ จนกระทั่งคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 ก็เกิดเพลิงไหม้ตอนเที่ยงคืนและเผาโบสถ์จนเหลือเพียง
    ซากและโบสถ์ก็โดนทุบทิ้งจนผีไม่ปรากฏตัวออกมาอีกเลย


    อันดับ 5 วิญญาณสีชาด
    [​IMG]กษัตริย์เฮนรีที่ 4
    สถานที่พบเจอ ฝรั่งเศส ??? วิญญาณสีชาดตนนี้ไม่มีที่มา แต่มันสำแดงตนเสมอในช่วงเปลี่ยนกษัตริย์ของฝรั่งเศส เป็นร่างของชายสูงใหญ่ ใส่เสื้อคลุมสีชาด มีเครายาวสีชาด
    เช่นกัน ร่างนี้ไปปรากฏต่อพระพักตร์ของกษัตริย์เฮนรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ในคืนที 13 พฤษภาคม 1610 ในห้องพระบรรทมของกษัตริย์เฮนรีเลยทีเดียว
    แล้วมันก็กล่าวคำพยากรณ์ว่า "พรุ่งนี้เจ้าจะต้องตาย" พระองค์ตกใจมากและรีบเรียกตัวขุนนางผู้ใหญ่มาหารือเพื่อหาทางแก้ไข และอีก 12 ชั่วโมงต่อมา
    เฮนรีก็ถูกผลักตกจากบัลลังก์จริงตามคำพยากรณ์เพราะฟรองซัวราวิลแย็คทำการรัฐประหาร นอกจากนี้วิญญาณตัวนี้ยังสำแดงตนให้นโปเลียน โปนา
    ปาร์ตเห็นถึง 4 ครั้ง และครั้งที่ 4 คือคืนวันที่ 5 พฤษภาคม 1821 ก็เป็นวันตายของนโปเลียนนั้นเอง

    (อาถรรพ์เลข 4!)

    อันดับ 4 ผีชุดขาวแห่งเบอร์ลิน (Ghost White of The Berlin)
    [​IMG]
    [​IMG]
    สถานที่พบเจอ เยอรมัน ฝรั่งเศส ?? ว่ากันว่าเป็นวิญญาณของอันนา ซิโดว์ ภรรยาลับของกษัตริย์โจอาคิมที่ 2 ในศตวรรษที่ 16 ที่ถูกจับขังจนถึงแก่กรรม ซึ่งใครก็ตามที่ได้เห็นวิญญาณ
    หญิงสีขาวเมื่อไหร่คนในราชวงศ์นั้นจะประสบเคราะห์กรรม เช่นปี 1619 มหาดเล็กของกษัตริย์จอร์น ซิกมุนด์เห็นร่างสีขาวก่อนที่จะตายโดยอุบัติเหตุ
    จากนั้นกษัตริย์จอห์น ซิกมุนด์ก็สวรรคต, นอกจากนั้นกษัตริย์หลายพระองค์ก็เห็นวิญญาณนี้ปรากฏที่รัสเซีย ปารีส และครั้งสุดท้ายที่ปรากฏคือวันที่
    29 เมษายน 1945 ซึ่งเป็นวันล่มสลายของนาซีเยอรมันที่เบอร์ลินพอดี!!


    อันดับ 3 วิญญาณที่เรือควีนแมรี่ (Queen Mary)
    [​IMG]
    สถานที่พบเจอ เรือควีนแมรี่(ปัจจุบันถูกจอดไว้ที่เมืองลองบีช โดยดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ โรงแรม) ควีนแมรี่เป็นเรือใหญ่มากลำหนึ่งในประวัติศาสตร์อังกฤษ เคยถูกนำมาใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วถูกปลดระวางในปี 1967 เพื่อนำไปทำโรงแรม
    ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่าถ้าใครตายในเรือแมรี่มีอันต้องเป็นผีเฝ้าเรือทุกตน โดยมีผู้พบเห็นผีนี้ตามจุดทั่วเรือในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรอยเท้าที่เปียก
    น้ำ เด็กน้อยตามหาแม่และหายตัวไปต่อหน้า สตรีในชุดราตรีโบราณ ฯลฯ


    อันดับ 2 วิญญาณของพระนางแคทเธอรีน โฮวาร์ด (Catherine Howard)
    [​IMG] [​IMG]
    สถานที่พบเจอ หอคอยลอนดอน ประเทศอังกฤษ แม้พระนางจะโดนสำเร็จโทษหลังอภิเษกกับพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ได้เพียง 8 เดือน ไปตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1542 แล้วก็ตาม ระเบียงของพระราชวัง
    แฮมตัน คอร์ท พาเลสทุกวันนี้ยังมีเสียงร้องโหยหวนในยามดึกเสมอ นอกจากนี้ยังสิงสู่อยู่ที่อีธอร์น มาเนอร์ ฮอลลิงบอร์น เค้นท์อีกด้วย


    อันดับ 1 วิญญาณของพระนางแอนน์ โบลีน (Anne Boleyn the headless Queen)
    [​IMG]
    สถานที่พบเจอ หอคอยลอนดอน ประเทศอังกฤษ (รูปถ่ายนี้ถูกถ่ายในธันวาคม ที่ศาล Hampton ใกล้ลอนดอน)
    พระเจ้าเฮนรีที่ 8 นี้ช่างเป็นต้นเหตุสร้างเรื่องสยองจริงๆ เมื่อพระนางแอนน์ โบลีนพระมเหสีองค์ที่สองถูกสำเร็จโทษ 19 พฤษภาคม ปี 1536 โดยก่อน
    ตายนางกล่าวว่า "โอ้ ความตาย นำข้าให้หลับใหล พาข้าให้พักอย่างเงียบสงัด นำข้าไปสู่ผี..ที่สุดแสนจะเงียบงัน ออกไปจากอกของข้าที่ห่วงหา
    อาทร ย่ำระฆังความตายที่เศร้าสร้อย ปล่อยให้มันก้องกังวาน"

    ว่ากันว่าวิญญาณของพระนางจะกลับมาที่ บลิคลิง ฮอลล์ ในนอร์ฟอล์ค ในวันครบรอบที่พระนางถูกสำเร็จโทษ ซึ่งสถานที่แห่งนั้นพระนางเคยใช้
    ชีวิตในวัยเยาว์ที่นั้นเลยผูกพันเป็นพิเศษ ซึ่งมีรายงานปรากฏวิญญาณของพระนางไปยังสถานทีประสูติไม่ว่างเว้น โดยผู้คนมักเห็นร่างของหญิงสูง
    ศักดิ์ปราศจากศีรษะ นั่งอยู่ในรถม้าที่ลากโดยม้าที่ปราศจากหัวสี่ตัว และคนขับซึ่งไม่มีหัวเช่นกัน รถม้าจะวิ่งช้าๆ ไปยังอาคารโบราณที่บลิงตันและ
    หายลับไปยังประตูหน้า นอกจากนี้พระนางยังปรากฏอยู่ที่หอคอยแห่งลอนดอนอีกด้วย โดยผู้ใดที่อยู่ตรงข้ามพระนางจะพลอยได้พบหายนะไปด้วย
    เสียสิ้น โดยใครพบเจอคนนั้นอาจหัวใจวายตายในเวลาไม่นาน ไม่ก็เสียสติ
     
    Last edited: 19 ต.ค. 2014
  38. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    สุดเฮี้ยน!! มาดูชัดๆ 10 อันดับภาพถ่ายติดวิญญาณที่น่ากลัวที่สุดในโลก !!
    มาดู 10 อันดับภาพถ่ายติดวิญญาณที่น่ากลัวที่สุดในโลก จะหลอน จะเฮี้ยน จะน่ากลัวขนาดไหน โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม



    สุดหลอน!! 10 อันดับ ภาพถ่ายติดวิญญาณ เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงอาจจะเคยผ่านตา หรือ ประสบพบเจอด้วยตนเอง แต่จะจริงหรือไม่นั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม เพราะเหล่าผี และวิญญาณในรูปถ่ายนั้นยังไม่มีหนทางได้ที่พิสูจน์ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ มีจริงหรือเป็นแค่ความบังเอิญของช่างภาพที่ดันกดชัตเตอร์แล้วมีอะไรผิดพลาดกันแน่ ...



    อันดับ 10 "The Brown Lady" of Raynham Hall


    10(79).jpg

    ภาพ ถ่ายนี้ถูกในปี 1936 ที่ห้องโถง Raynham ในNorfolk,ประเทศอังกฤษ, โดยสองช่างภาพของนิตยสารชีวิตประเทศ ถ่ายที่ห้องโถง Raynham ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน โดยคาดว่าถูกสิงสู่โดยผีของสุภาพสตรี Dorothy Townshend, ผู้ซึ่งตายใน1726 โดยผีตนนี้มีผู้พบเห็นจำนวนมากมายผ่านในหลายปีที่ผ่านมาโดยผู้ถ่ายผีตนนี้อ้างว่าเขาจับภาพหน้าจออย่างรวดเร็ว ในขณะที่มันลงมาบันไดลงมา




    อันดับ 9 The Hampton Court Ghost


    9(84).jpg

    รูปถ่ายนี้ถูกถ่ายในธันวาคมของ2003 ศาล Hampton , ใกล้ลอนดอน, ที่ซึ่งกษัตริย์เฮนรีที่ VIII ประหารชีวิตคนว่ากันว่าผีตนชื่อมีชื่อว่า Anne Boleyn เป็นผีไร้หัวที่ท่องเที่ยวหอคอยของลอนดอน รูปนี้ถ่ายในบริเวณประตูไฟโดยยามตรวจการณ์
    ได้ถ่ายรูปไว้เพื่อความปลอดภัย และเมื่อเห็นรูปภาพรูปผีที่มีเครื่องแต่งกายกำลังเดินผ่านประตู ยามตรวจการณ์สาบานว่า ไม่รู้สิ่งนี้คืออะไร คือใคร?




    อันดับ 8 The Newby Church Monk


    8(103).jpg

    รูปนี้เป็นของขุนนางคนหนึ่งถ่ายรูปที่บูชาที่โบสถ์ของเขา ทางทิศเหนือYorkshire, ประเทศอังกฤษ และสิ่งนี้ก็ปรากฏออกมาดั่งรูป และรูปภาพนี้ถูกตรวจดูอย่างถี่ถ้วนโดยผู้วชาญด้านการถ่ายภาพ แต่ก็ไม่พบค้นพบหลักฐานอย่างใดๆทั้งสิ้น
    ว่ามันถูกดัดแปลงหรือเป็นของปลอม และ มันคือใคร? มันมาเพื่ออะไรอะไร? หรือเป็นแค่เทคนิคของหลอดไฟหรือ?




    อันดับ 7 The Bed-Ridden Boy


    7(114).jpg

    ภาพนี้ถูกถ่ายในปี 1999 ที่ Worley โรงแรมเล็กๆในDahlonega, Georgia โดยเป็นภาพเหมือนคนทำท่าทางเหมือนพักบนเตียง แต่ไม่สามารถระบุว่าผีที่อยู่ในภาพเป็นใคร จนกระทั้งสี่ปีผ่านมาได้รับการแจ้งว่าอาจจะผีของคนหนุ่มผู้ซึ่งตายในบ้านในปี 1800





    อันดับ 6 Freddy Jackson is Comeback


    6(187).jpg

    ผีตนนี้คาดว่าเป็นนาย Freddy Jackson ช่างในกองทัพอากาศในสงครามโลก โดย Freddy Jackson ถูกฆ่าในปี 1919
    เมื่อใบพัดเครื่องบินตีเขา สองวันต่อมา ได้จัดกองร้อยเพื่อประกอบกับภาพถ่ายกลุ่ม และแล้วผีFreddy Jackson ก็ปรากฏขึ้นอย่างอย่างซื่อสัตย์ และยิ้มยิงฟันขาวข้างหลังหูของสหายเพื่อนๆ เขา




    อันดับ 5 His Favorite Chair


    5(214).jpg

    ผีในรูปนี้คาดว่าเป็นผีขุนนางเจ้าศักดินา Combermere เขาตายโดยรถม้าสี่ล้อทับเขาตายในปี1891 ต่อมาช่างภาพติดตั้งกล้องถ่ายรูป บชัตเตอร์แล้วเปิดถ่ายเป็นเวลาชั่วโมงหนึ่งในห้องสมุดของคฤหาสน์ขณะที่คณะ สมาชิกครอบครัวทั้งหมดอยู่งานศพของCombermereในระยะสี่ไมล์ออกไป และเมื่อรูปถ่ายออกมาสมาชิกครอบครัวถึงกับสะดุ้งตกใจเมื่อปรากฏหัวของผู้ชาย และแขน บนเก้าอี้ของท่านคณะจำนวนมากมายบอกว่าสิ่งนั่นดูคล้ายกับท่านขุนนางเจ้าศักดินาคนที่ตายมาก และว่ากันว่าเก้าอี้ตัวนั้น เป็นที่ Combermereชอบมานั่งพักผ่อนในห้องสมุดประจำ




    อันดับ 4 Darn Backseat Drivers!


    4(294).jpg

    ปี 1959 นาง Chinnery ที่ไปที่ cemetery ที่จะเยี่ยมหลุมฝังศพของแม่ของเธอ และเธอได้หยิบกล้องมาถ่ายภาพจำนวนหนึ่งให้กับสามีของเธอที่นั่งบรถลำพัง และภาพก็ปรากฏว่ามีผู้โดยสารรถลึกลับปรากฏขึ้นมา เธออ้างว่าผีตนนั้นอาจเป็นแม่ของเธอเอง




    อันดับ 3 What Do You Want On Your Tombstone?


    3(358).jpg

    รูป นี้ถ่ายในปี 1996 โดยนาย Ike Clanton ผู้โด่งดัง ได้ขอให้เพื่อนหยิบกล้องถ่ายภาพถ่ายมาถ่ายรูปของเขาทางด้านตะวันตกBoothill ของศิลาหน้าหลุมฝังศพสุสาน เพื่อนเขาสาบานว่าไม่มีใครอื่นๆอยู่ในภาพเมื่อเขาทำถ่ายรูปนี้ เมื่อรูปปรากฏออกมาก็มี"ผู้ชายความลึกลับ"ปรากฏในพื้นหลัง โดยนาย Ike Clanton บอกว่าเขาไม่ได้ใช้เทคนิคใดๆ ทั้งสิ้นในการถ่ายภาพ




    อันดับ 2 "And the sea gave up the dead which were in it..."


    2(396).jpg

    ถ่าย นี้ถ่ายใน1924 โดยผีสองตนนี้คาดกันว่าเป็นของนาย Courtney และนาย Michael Meehan, สอง crewmen ของเรือ
    S.S. Watertown, โดยสองคนนี้ถูกฆ่าไม่ตั้งใจโดยควันแก๊สขณะที่ทำความสะอาดถังสินค้า ขณะที่เรือ Watertown
    ผ่านคลองปานามาจากเมืองยอร์คใหม่ เมื่อธันวาคม วันที่ 4 - 5 เพื่อนคนแรกที่เห็นภาพหน้าของ Courtney และ Meehan
    กำลังปรากฏในน้ำปิดด้านพอร์ตของเรือ หลังจากที่กัปตันของเรือ Keith Tracy ซื้อกล้องถ่ายรูป เพื่อจะภาพรูปของเรือ หลังคาโค้งของเรือและใบหน้าของเขา โดยเขาถ่ายไป 6 รูป ผลปรากฏออกมาคือ ห้าแรกไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติ แต่ที่หกแสดงอย่างชัดเจนสิ่งซึ่งถูกบอกว่าคือหน้าของสองผู้ตาย Courtney และนาย Michael โดยผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถยืนยันว่ารูปนี้เป็นรูปถ่ายเทคนิคพิเศษแต่อย่างใด อันดับ




    อันดับ 1 Come On Baby, Light My Fire


    1(372).jpg

    รูป นี้ถ่าย วันที่ 19 พฤศจิกายน 1995 ที่ศาลากลางจังหวัด Wem ใน Shropshire ประเทศอังกฤษ โดยถ่ายในตอนศาลา
    กำลังถูกกลืนในเปลวไฟ และไหม้ที่พื้น และแล้วโอตัน ช่างภาพได้กล้องถ่ายรูปของเขาถ่ายที่นั่น และเมื่อล้างภาพก็ปรากฏรูปเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่ยืนในdoorway, กับความสว่างของเปลวไฟข้างหลังเธอ ต่อมาภาพถ่ายนี้ ได้เป็นต้นฉบับภาพถ่ายที่ผู้วชาญตัดสินใจนั่นรูปภาพผี 100% ที่แท้จริงโดยคาดกันว่าผีตนนี้เป็นเด็กผู้หญิงอายุปี14 ชื่อ Churm, เธอตายเนื่องจากถูกไฟคลอกได้เนื่องจากไฟไหม้บ้านเพราะความสะเพร่าในการดับ เทียนไขในปี 1677
     
  39. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    บึงที่ใหญ่ที่สุดในโลกกับหมู่บ้านลึกลับ
    650403-topic-ix-0.jpg

    บึงที่ใหญ่ที่สุดใน orld – อยู่ในทางตอนใต้ของประเทศซูดานมีแม่น้ำไนล์ไหลผ่านทางจุดนี้เกิดเป็นหนองน้ำ และได้ชื่อว่าบึงที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณนี้มีทุกฤดูเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านลึกลับอาศัยอยู่ด้วย



    650403-topic-ix-1.jpg



    650403-topic-ix-2.jpg



    650403-topic-ix-3.jpg



    650403-topic-ix-4.jpg



    650403-topic-ix-5.jpg



    650403-topic-ix-6.jpg



    650403-topic-ix-7.jpg

    ที่มา: http://www.upyim.com
     
  40. dolly natwarin

    dolly natwarin สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    95
    EBE โมนาลิซ่า ที่ดวงจันทร์ หลักฐานการพบยานอวกาศ “มนุษย์ต่างดาว” บนดวงจันทร์


    [​IMG]
    EBE โมนาลิซ่า ที่ดวงจันทร์ หลักฐานการพบยานอวกาศ “มนุษย์ต่างดาว” บนดวงจันทร์

    ข่าวสำคัญที่อยากจะบอก เกี่ยวกับยานลำนี้ ซึ่งอยู่บนดวงจันทร์มาแล้วหลายปี ตัวยานมีความยาวสองไมล์ ความสูงมากกว่าหอไอเฟล (Eiffel Tower) ข้างในมีโหลแก้วบรรจุตัวอ่อนมนุษย์ต่างดาว ขนาด 10 เซนติเมตร จำนวนมาก แต่ถูกทำลายไปไม่เป็นตัว ที่ชัดเจน คือ ตัวยานเก่ามากแล้ว มีอักขระบนกระดาษ เป็นอักษรหางยาว ๆ มีศพผู้หญิงคล้ายคนจีน ที่สวยจนเรียกว่า “โมนาลิซ่า” (Mona Lisa) ไม่เน่าเบื่อย เมื่อนำศพกลับขึ้นยานลูก ก็เอาแท่งที่ตรึงหน้าศพออก และนี่เป็นภารกิจร่วมของนักบินอวกาศอเมริกัน และ รัสเซีย เป็นภารกิจเพื่อการสำรวจในยานนี้โดยเฉพาะ ป่านนี้คงวิเคราะห์ ดีเอ็นเอ – DNA หญิงคนนี้ได้แล้ว
    รัฐบาลนั้นยังปิดบังโกหกต่อสาธารณชนอย่างมากในเรื่องพวกนี้ เช่น ความจริงที่ว่าบนดวงจันทร์มีต้นไม้ และพืชเติบโตที่นั่น สามารถเปลี่ยนสีได้ตามฤดูกาล และมีก้อนเมฆด้วย ซึ่งเป็นด้านมืดของดวงจันทร์ และสามารถเดินได้บนดวงจันทร์โดยมีแรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับโลก
    อังเดร ฟิงเกลสทีน (Andrei Finkelstein) นักดาราศาสตร์ชื่อดัง ซึ่งทำงานให้กับรัฐบาลรัสเซีย ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเอง เมื่อ 27 มิถุนายน 2553 ว่า ในจักรวาลยังมีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อยู่ พร้อมระบุว่า มนุษยชาติจะได้เผชิญหน้ากับผู้มาเยือนจากนอกโลกอย่างแน่นอน ภายในระยะเวลา 20 ปีนับจากนี้…
    ข้อมูลจากนักดาราศาสตร์ชั้นนำของรัสเซียระบุว่า มนุษยชาติจะได้เผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวอย่างแน่นอนภายในปี ค.ศ. 2031 หรืออีก 20 ปีนับจากนี้ โดย อังเดร ฟิงเกลสทีน เปิดเผยเรื่องดังกล่าวระหว่างที่เขาเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่อง “การค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก” โดยเขาได้ย้ำกับที่ประชุมว่า “นอกจากโลกของเราแล้ว ในจักรวาลยังมีดาวอีกหลายดวงที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต และมีความเป็นไปได้อย่างมากที่มนุษย์ต่างดาวจะมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ คือ มี 2 แขน, 2 ขา และ 1 ศีรษะ”
    การเปิดเผยล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของรัสเซียรายนี้ เป็นการตอกย้ำกระแสความเชื่อเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ วารสารทางวิชาการ “The Journal of Cosmology” ได้ตีพิมพ์บทความที่อ้างว่า มีการค้นพบซากไมโครฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตนอกโลกปะปนมากับอุกกาบาตที่ตกลงสู่พื้นโลกมาแล้วเช่นกัน
    เชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริงที่ถูกค้นพบในโครงการอพอลโล่ ในองค์กร NASA ของสหรัฐอเมริกา แต่ถูกปิดข่าวมาโดยตลอด ด้วยความร่วมมือจากสหภาพโซเวียสด้วย ส่วนจะจริงเท็จยังไงนั้นคงยากที่จะพิสูจน์ยืนยันอย่างแจ้งชัด แต่ถ้าเป็นความจริงก็ต้องบอกว่า เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นหลักฐานสำคัญในการค้นพบสิ่งที่เรียกกันว่า EBE (Extraterrestrial Biological Entities) อย่างชัดแจ้งที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งจะเป็นการยืนยันการมีอยู่จริงของสิ่งมีชีวิตต่างดาว ที่มีภูมิปัญญา ไม่ใช่มีเพียงลำพังพวกเราชาวมนุษย์โลกในระบบสุริยะจักรวาลนี้เท่านั้น
    เรื่องของ EBE นี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่งในแวดวง UFO โดยอาจแปลได้ว่าเป็น สิ่งมีชีวิตทางชีววิทยาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีภูมิปัญญาสูง ดังนั้นการค้นพบหลักฐานของ EBE จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยสำหรับผู้ที่ให้ความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับ UFO ดังกล่าว โดยเหตุการณ์การค้นพบ EBE ครั้งแรกนี้ เกิดขึ้นในราวๆ ยุค 70 ซึ่งเป็นช่วงที่ NASA ยังดำเนินภารกิจในโครงการอะพอลโล่อยู่ โดยจะอยู่ประมาณอพอลโล่ 15-20 ซึ่งได้มีการเก็บเรื่องเงียบไว้ กระทั่งถูกนำมาเปิดเผยอีกครั้ง เมื่อราวๆ เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.2008 นี้เอง

    จากการสำรวจครั้งนั้นพบ ยานอวกาศขนาดยักษ์จอดอยู่ในหลุมเครเตอร์ ลักษณะเป็นทรงซิการ์ ส่วนขนาดนั้นเรียกได้ว่ามหึมาเลยทีเดียว มีการประมาณการกันว่าความสูงของเจ้ายานนี้วัดจากใต้ท้องเรือถึงส่วนบนนั้นมี ความยาวประมาณ 500 เมตรนั้น และยาวกว่า 3,300 เมตร หรือ 3 กิโลกว่าๆ !! เลยทีเดียว โดยจากภายนอกนั้นสามารถมองเห็นสะพานเรือ หรือห้องบังคับการที่อยู่ด้านบนได้อย่างชัดเจนเลยหรือลองดูจากรูปก็ได้ครับ น่าสนใจดีทีเดียว หลังจากการประมาณอายุของมันแล้ว นับได้กว่า 1.5 ล้านปีแน่ะครับ อะไรจะเก่าแก่ขนาดนั้น
    [​IMG]
    ภาพถ่ายจากอพอลโล 15 ที่มีการค้นพบยานอวกาศ
    [​IMG]
    ภาพจากอพอลโล 16 จะเห็นรายละเอียดชัดเจนขึ้นมานิดนึง

    [​IMG]
    ล่าสุดจากอพอลโล 20 จะเห็นรายละเอียดชัดเจนทีเดียว
    [​IMG]
    [​IMG]
    ขนาดของมันสูงกว่าครึ่งกิโลเมตร และอาจจะยาวกว่า 3.37 กิโลเมตรก็ได้ เห็นเป็นวัตถุที่ มีรายละเอียดมีความสมดุล และมีการออกแบบ แตกต่างจากสิ่งแวดล้อมและพื้นผิวที่อยู่รอบตัวมากทีเดียว
    คลิปวิดีโอที่ได้มาจาก NASA



    เรื่องราวของการกู้ซาก EBE หญิง (ตอนที่ 1)
    Rutledge ให้การว่าพวกเขา (กับนักบินอวกาศ, Lexei Leonov ) ลงจอดด้วยยาน
    Lunar Module (ของรัสเซีย) ใกล้เรืออวกาศต่างดาว และเข้าไปสำรวจมันจริงๆ
    แน่นอนว่ามีบางอย่างถูกค้นพบและกู้ออกมาหลายชิ้น รวมทั้งพบสองคนที่เป็นนักบินในนั้นด้วย
    "หนึ่งในนั้นสภาพดีและปรากฏเป็นหญิง ตัวที่สองนั้นเสียหายเสี่อมสภาพไปมาก
    และเราดึงมาได้เพียงศีรษะเท่านั้น หญิงที่เราพบนั้นเราขนานนามให้เขาว่า "Mona Lisa "
    "เราเข้าไปข้างในยานอวกาศขนาดใหญ่ เข้าไปส่วนที่เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม
    ที่เป็นส่วนสำคัญของการสำรวจ มันเป็นเรือแม่ที่ดูเก่ามาก
    ราวกับข้ามจักรวาลแล้วมาไม่น้อยกว่าพันล้านปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว
    ในนั้นมีสัญญาณหลายเกี่ยวข้องกับทางชีววิทยา ภายในนั้นยังคงเดิม
    มีพืชอยู่ในส่วนของมอเตอร์ด้วย มีหินรูปสามเหลี่ยมพิเศษ ที่ปล่อยของเหลวคล้ายน้ำตา
    เป็นของเหลวสีเหลืองที่มีคุณสมบัติพิเศษทางการแพทย์บางอย่าง
    และแน่นอนว่ามีสัตว์ที่มีเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดพิเศษประกอบอยู่ด้วย
    เราพบชิ้นส่วนของมันยาวราว 10 เซนติเมตร อยู่ในระบบของหลอดแก้วตลอดทั้งเรือ
    แต่การค้นพบที่สำคัญก็คือ "ร่างทั้งสองนี้" มีความสำคัญเป็นที่สุด
    เรื่องราวของการกู้ซาก EBE หญิง (ตอนที่ 2)
    Mona lisa

    ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ตั้งชื่อสาวคนนี้ Leonov หรือฉัน
    เธอเป็น EBE Humanoid ที่สมบูรณ์ไม่บุบสลาย สูง 1.65 เมตร มีอวัยวะสืบพันธุ์, มีผม, มีนิ้วข้างละหกนิ้ว
    (เราเดาว่าคณิตศาสตร์ของเขาจะเป็นเลขฐาน 12 )
    ในส่วนหน้าที่ของนักบิน มีอุปกรณ์การนำทางคงใช้นิ้วมือและตาควบคุม
    เสื้อผ้าไม่มี เราต้องตัดท่อสองสายที่เชื่อมต่อกับจมูกออก
    ปรากฎว่าเขาไม่มีรูจมูก Leonov เปิดอุปกรณ์ที่ตาออก (ซึ่งคุณจะเห็นจากวิดีโอ)
    มีส่วนผสมของเลือดหรือของเหลวทางชีวภาพที่เย็นๆประทุขึ้นจากปากจมูกที่ตาและบางส่วนของร่างกาย
    มีบางส่วนของร่างกายอยู่ในสภาพดีจนผิดปกติ, ผมและผิวมีการเคลือบผิวด้วยชั้นวัสดุที่โปร่งบางใสป้องกันอยู่
    ในขณะที่เราแจ้งภารกิจนี้ไปที่ศูนย์ควบคุม เธอก็อยู่สภาพที่เหมือนตายและไม่ตาย (not dead not alive)
    เราไม่เคยมีภูมิหลังหรือประสบการณ์ทางการแพทย์กันมาก่อน
    ผม และ Leonov ได้ใช้อุปกรณ์ต่างๆด้าน bio เพื่อทดสอบดูกับ EBE โดยได้รับคำแนะนำ
    จากศัลยแพทย์ที่ชำนาญงานจากศูนย์อำนวยการ ผลการทดสอบแจ้งว่าเป็นบวก (มีชีวิต)
    เรื่องทั้งหมดนี้บางส่วนอาจฟังดูไม่น่าเชื่อสักเท่าไหร่
    แต่ตอนนี้ผมต้องการบอกเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด เมื่อวิดีโอชุดนี้ออนไลน์
    ประสบการณ์ที่เล่าให้ฟังนี้ได้รับการบันทึกถ่ายทำใน LM
    และเรื่องของตัวที่สองนั้น (ตัวที่เสียหายมาก)
    เราได้นำศีรษะเขาขึ้นให้คณะกรรมการดู เขามีสีผิวเป็นสีเทาอมฟ้า
    ผิวมีรายละเอียดบางอย่างแปลกตา โดยเฉพาะที่ด้านบนของตาและด้านหน้ามีสายรัดรอบหัวใส่คำจารึกด้วย
    ภายในห้องนักบินนั้นก็เต็มไปด้วยข้อความเขียนด้วยลายมือบรรจง และมีหลอดใสกึ่งหกเหลี่ยมยาวๆเต็มไปหมด
    "Mona Lisa " เธอยังอยู่บนโลกใบนี้และเธอยังไม่ตาย
    ผมจะโพสต์วิดีโออื่นๆ ก่อนที่จะบอกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้







    ที่มา https://www.facebook.com
     
  41. แดงประจำเดือน

    แดงประจำเดือน อำมาตย์ฝึกงาน

    สมัคร:
    23 ต.ค. 2014
    คะแนนถูกใจ:
    898
    น่าสนใจดีค่ะ พวกคุณคิดว่าสิ่งไหนเป็นเรื่องจริงบ้างคะ
     

Share This Page