เศรษฐกิจไม่ได้ดีดัง ดร.สมคิดโว ประชาชนพึงระวัง

กระทู้ใน 'สภากาแฟ' โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย, 27 Feb 2018

  1. ดร.โสภณ พรโชคชัย

    ดร.โสภณ พรโชคชัย สมาชิกทั่วไป

    สมัคร:
    6 Dec 2016
    คะแนนถูกใจ:
    2
    น่าเห็นใจ ดร.สมคิดที่ต้องบอกว่าเศรษฐกิจ ให้เชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย แต่มีหลักฐานมากหลายแสดงให้เห็นว่า ไม่เป็นความจริงที่ว่าเศรษฐกิจดี ดร.โสภณ ไม่ได้หวัง discredit ดร.สมคิด แต่มองต่างมุม เผื่อไว้
    ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (www.area.co.th) และคณะได้ออกสำรวจความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องหลายครั้ง ได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกันว่าเศรษฐกิจกำลังทรุดโดยมีรายละเอียดดังนี้:

    วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561

    ดร.โสภณ ได้สำรวจความเห็นของผู้ค้าแผงรายย่อย และรถสามล้อรับจ้างในบริเวณวัดอรุณราชวราราม ท่าเตียนแถววัดโพธิ์ ท่าช้างแถวพระบรมมหาราชวัง และถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจไปท่องเที่ยวมากที่สุด ในแต่ละบริเวณมีร้านค้า แผงลอยและผู้ประกอกการอยู่ราว 150-200 ราย โดย ดร.โสภณและคณะสำรวจแห่งละประมาณ 32 รายหรือราว 20% ของผู้ค้าทั้งหมด

    ผลการสำรวจได้แสดงไว้ใน AREA แถลงฉบับที่ 85/2561 (https://goo.gl/qnscHx) และ FB Live ที่ https://goo.gl/GFx3AXพบว่า โดยสรุปทั้ง 4 บริเวณพบว่า นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจริง คือประมาณ 2.5% จากต้นปี 2560 แต่รายได้ลดลงเหลือ 97.2% ซึ่งแม้ไม่ได้ลดลงมาก แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของชาติก็ดูตกต่ำลงจาก 100% เหลือ 96.7% เท่านั้น และที่สำคัญในปี 2562 คาดว่ายังจะลงต่อไปเหลือ 93.3%

    สาเหตุที่นักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่ขายสินค้าได้น้อยลงก็เพราะ นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพจากยุโรปมาลดลง เนื่องจากผลของรัฐประหารส่วนหนึ่ง ลูกค้าที่มามากก็คือชาวจีนซึ่งมักมาเป็นหมู่คณะ ไม่ได้ซื้อสินค้าอะไรมากนัก มาเดินมากกว่า ลูกค้าต่างชาติที่มา ยังต่อรองราคาอย่างสุดจะน่าเกลียด เช่น สินค้าราคา 100 บาท ต่อครึ่งราคา หรือต่อเหลือ 30 บาทบ้าง แม่ค้าบางรายถึงกับระบุว่าชาวพม่าที่มาทำงานในประเทศไทย แล้วแวะมาเที่ยว ยังมีกำลังซื้อมากกว่านักท่องเที่ยวเสียอีก และไม่ต่อรองราคาครึ่งต่อครึ่งเช่นนี้ นอกจากนั้น ยังอาจเป็นเพราะมีผู้ค้ามากยิ่งขึ้นอีกด้วย ผู้ค้าหลายรายโดยเฉพาะที่ถนนข้าวสารก็เจ๊งไปหลายร้าน โรงแรมก็ไม่เต็มเช่นเมื่อหลายปีก่อนรัฐประหาร

    15 พฤศจิกายน 2560

    AREA แถลง ฉบับที่ 434/2560: ดร.โสภณปัดตัวเลขราชการ ฟังธงท่องเที่ยวไทยดิ่งเหว (https://goo.gl/tDQUgp) ดร.โสภณ พบว่าที่ศูนย์การค้าเอเซียทีค ผู้ค้าส่วนมากเห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงกว่าเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้ โดยอาจกล่าวได้ว่า 57% เห็นว่าลดลง และมีเพียง 14% เท่านั้นที่เห็นว่าเพิ่มขึ้น ที่เห็นว่าเหมือนเดิมมีเพียง 29% ถ้าสมมติว่า 50% คือตัวเลข 'สอบผ่าน' ปรากฏว่า ผู้ค้าประเมินผลไว้ที่ 43% ถือว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง หรือ 'สอบตก'

    ในด้านรายได้จากการขายสินค้าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาโดยเปรียบเทียบก็พบว่า มีถึง 39% บอกว่าลดลงมาก ที่บอกว่าลดลงมี 34% ที่บอกว่าเท่าเดิมมีเพียง 23% ส่วนที่เห็นว่าเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นมากมีเพียง 4% เท่านั้น หากใช้เกณฑ์ 50% ถือว่า 'สอบผ่าน' ก็จะพบว่า คะแนนที่ได้อยู่ที่ 39% เท่านั้นแสดงว่า 'สอบตก' รายได้จากการค้าขายของผู้ค้าลดลงมากพอสมควร

    เมื่อถามถึงเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะเป็นอย่างไรในอนาคต ผลปรากฏว่าส่วนมากยังบอกเหมือนปี 2560 คือยังไม่ได้ดีขึ้น ที่ว่าดีขึ้นมา 25% ส่วนที่ว่าจะดีขึ้นมากมีเพียง 1% เท่านั้น แต่มีที่เห็นว่าแย่ลง 11% และแย่ลงมาก 4% และในการนี้คะแนนรวมอยู่ที่ 51% กรณีนี้ดูเหมือนกับ 'สอบผ่าน' แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่าเศรษฐกิจแย่เหมือนเดิม คือเหมือนปี 2560 และคาดว่าคงจะไม่แย่ลงไปกว่านี้ที่แย่มากอยู่แล้ว จึงทำให้คะแนนได้มากกว่า 50% แต่หลายคนก็บอกว่าหากมีการเลือกตั้ง สถานการณ์อาจจะดีขึ้นกว่านี้

    ในการสำรวจยังพบว่าผู้ค้าบางรายก็บอกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอาจไม่ได้ลดลงหรือลดลงไม่ได้มาก แต่คนมาส่วนมากมาเดินชมบรรยากาศต่าง ๆ แต่ไม่ค่อยซื้อสินค้า หรือใช้จ่ายเงินซื้อสินค้าลดลง บ้างก็ว่านักท่องเที่ยวจีนมาเดิน แต่ไม่ได้มาซื้อสินค้าเท่าที่ควร นอกจากนี้สำหรับพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ทำงานมานาน 4-5 ปี คือตั้งแต่แรก ๆ ที่ศูนย์การค้านี้เปิดใช้บริการ ก็มีความเห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง จำนวนรถทัวร์ที่มาจอดลดน้อยลงกว่าแต่ก่อน

    วันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2560

    ในการสำรวจผู้ค้าในบริเวณพัฒน์พงศ์ครั้งนี้ (http://bit.ly/2wzVgFL) ในเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยว ในกรณีปกติ อาจอนุมานว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 100% แต่ผู้ค้าประเมินเหลือเพียง 63% จากที่ควรจะเป็น แสดงว่าลดลงมากถึง 37% ทีเดียว ในอีกแง่หนึ่งผู้ค้าที่เห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมากมีถึง 64% ที่เห็นว่าค่อนข้างลดลงมี 27% และที่เห็นว่าปานกลาง (เหมือนเดิม) มี 6% ส่วนที่เห็นว่าเพิ่มขึ้น มีเพียง 3% และที่เห็นว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมามากที่สุดมีเพียง 1% เท่านั้น

    ในด้านรายได้จากนักท่องเที่ยว ซึ่งในแง่หนึ่งก็น่าจะล้อไปตามจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ก็อาจแตกต่างกันได้ ผลการศึกษาพบว่า ในกรณีปกติ อาจอนุมานว่ามีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 100% แต่ผู้ค้าประเมินเหลือเพียง 62% จากที่ควรจะเป็น แสดงว่าลดลงมากถึง 38% ทีเดียว แสดงว่าประเมินลดลงไปในทำนองเดียวกัน ในอีกแง่หนึ่งผู้ค้าที่เห็นว่ารายได้จากการท่องเที่ยวลดลงมากมีถึง 65% ที่เห็นว่าค่อนข้างลดลงมี 27% และที่เห็นว่าปานกลาง (เหมือนเดิม) มี 5% ส่วนที่เห็นว่าเพิ่มขึ้น มีเพียง 3% เท่านั้น

    ต่อความเห็นต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศในอีก 1 ปีข้างหน้า (ปี 2561) หาก 100% เป็นค่าปกติ ปรากฏว่าผู้ค้าประเมินไว้ที่ 86% ซึ่งแสดงว่าจะต่ำกว่าปกติเมื่อเทียบกับปี 2560 ประมาณ 14% แม้จะไม่แตกต่างจากการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยว ผู้ค้าบางส่วนประเมินว่าเศรษฐกิจคงไม่เลวร้ายไปกว่านี้แล้ว ขณะนี้น่าจะถึงก้นบึ้งแล้ว โดยรวมแล้ว ที่เห็นว่าเศรษฐกิจในปี 2561 จะแยกมากมีเพียง 16% ที่เห็นว่าค่อนข้างแย่มี 40% ที่เห็นว่าปานกลางหรือเหมือนปี 2560 มี 39% ที่เห็นว่าจะดีขึ้นมี 16% นั่นเอง

    ปี 2559 แท็กซี่ก็มองว่าแย่

    เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ดร.โสภณ ก็ได้ให้คณะไปสำรวจความเห็นของคนขับแท็กซี่ทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ปรากฏว่าต่างมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง (http://bit.ly/1TgPQra) ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพราะนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่มาเป็นหมู่คณะไม่ได้มาใช้บริการแท็กซี่ แต่นักท่องเที่ยวชาติอื่นก็ลดน้อยลงเช่นกัน แท็กซี่ ซึ่งเป็นเสมือน "ทูต" หรือ "หน้าต่าง" ของประเทศไทย กลับไม่รู้สึกรู้สาด้วย เป็นสิ่งที่พึงพิจารณา

    การที่ผลสำรวจภาคสนามกับตัวเลขของทางราชการสวนทางกันเช่นนี้ ผู้เกี่ยวข้องจึงควรศึกษาให้แน่ชัด การลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การสร้างโรงแรมรองรับนักท่องเที่ยว จึงควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจมีความเสี่ยงที่แฝงอยู่ การวิเคราะห์ทางการเงินจึงควรเพิ่มค่าความเสี่ยงหรือ Risk Premium ให้มากขึ้น เผื่อกรณีที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าตัวเลขที่เป็นทางการนั่นเอง

    ที่ว่าเศรษฐกิจดีล่ะ

    ที่มีข่าวพาดหัวว่า "ฟันธง 3 ปัจจัยหนุน ศก ไตรมาสแรกโตเกินคาด" (กรุงเทพธุรกิจ 27 กุมภาพันธ์ 2561 https://goo.gl/FHBW4y) นั้น ปรากฏว่าในรายละเอียดว่าการส่งออกของไทยแม้จะโต แต่ก็ยังต่ำกว่าจีนและเวียดนามมาก แถมนำเข้าก็โต 24.3% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า แม้ยอดขายรถ และภาษีจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจภูมิภาคเติบโต 0.7% เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่พึงวางใจ

    การที่มีตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่ทำไมต้องปลดรัฐมนตรีท่องเที่ยว ถ้าการทำงานด้านการท่องเที่ยวได้ผลจริง จะปลดรัฐมนตรีทำไม ทำไปเพียงแค่ให้คนอื่นที่มีคอนเนคชั่นได้เป็นรัฐมนตรีบ้างเท่านั้นหรือ หรือเศรษฐกิจไม่ได้ดีอย่างที่ ดร.สมคิดคุย ทุกท่านต้องพิจารณาให้ดี

    FB Live ของวันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 คลิก: https://goo.gl/7aYCTS

    ที่มา: https://goo.gl/ozcaAb
     

Share This Page