OK สมมุติว่ามีผู้สมัครคนที่ 3 ทำเหมือนคนที่ 2 เลยโดยจัดปราศัยนโยบาย ให้วัน เวลา ตรง กันกับ ที่คนที่ 2 จัดเลยนะครับ แต่ว่า ไอ้ผู้สมัครคนที่ 3 เนี้ย เสือกจ่ายเงินให้มากกว่า ผู้สมัครคนที่ 2 ซะ 2 เท่า .... ให้มาฟังนโยบายของคนที่ 3 เหมือนกัน .... ถ้าคุณเป็นผู้สมัครคนที่ 2 คุณจะทำยังไงครับ ?
นั่นก็คือการจูงใจให้เลือกอยู่ดีครับ พอคนรู้ว่าที่นี่จ้างให้ไปฟังคนก็จะแห่มา ทีนี้พรรคอื่นที่ไม่ได้จ้างก็แย่สิครับ ในที่สุดมันวนมาที่คำตอบเดิมนะครับ
อ้าวแบบนี้ก็ไม่ยุติธรรมกับผู้สมัครท่านอื่นสิครับ สรุปวิธีการของคุณคือใช้เงินจูงใจทั้งหมดเลยใช่มั้ยครับ
ต่อมาก็เริ่มจูงใจให้เลือกครับ ถ้าคนที่เขาไม่ได้จะเลือกพรรคที่จ้างคนมาฟังแต่ดันไปรับเงินและเข้าไปฟังดันเปลี่ยนใจขึ้นมา ก็เหมือนกับการจ่ายเงินเพื่อให้เลือกตัวเองอยู่ดีครับ
คงไม่ลงทุนขนาดนี้นะ กลัวจะตายก่อนเข้าสภาฯ “สไปเดอร์แมน”ปีนตึกหาเสียง หลังลงสมัครรับเลือกตั้งในอินเดีย
ถ้าฟังเฉยๆ แต่เป็นการจ้างไปฟังไงครับ เท่ากับจูงใจให้ไปเลือกครับ แล้วพรรคที่ไม่ได้จ้างจะเสียเปรียบมั้ยครับ มันไม่เป็นธรรมครับ มันคือการเอาเปรียบคู่แข่ง
คุณก็เลิกวนสิครับ ก็คุณดันเอาไปเปรียบกับคนรวยคนจน มีผลสิครับ พรรคเล็ก พรรคใหญ่ งั้น พรรคที่ไม่มีเงินจ้างคนไปฟังก็เสียเปรียบใช่มั้ยครับ เลิกวนได้แล้วนะ เพราะยิ่งพูดยิ่งวน
จะผิดไม่ผิดถ้าจะให้ชัวร์ลองไปปรึกษา กกต. เลยครับ มาตรา 44 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองใด ด้วยวิธีการดังนี้ (1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ แก่ผู้ใด (2) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถาบันการศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด (3) ทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ (4) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด (5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ...................................................................................................... ลองอ่านดูดีๆ นะครับ กฎหมายเลือกตั้ง ตั้งแต่ วรรค 1-5 มันก็ชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้วครับ ต่อให้คุณยังไม่ได้ให้แค่คุณ สัญญาว่าจะให้ คุณก็โดนแล้วแหละครับ แต่ต่างกับการโฆษณาที่คุณว่าจ้างทำป้าย อันนั้นจะไปกฎหมายอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการโฆษณา แต่เขาจะจำกัดเรื่องงบประมาณการโฆษณาไว้ คุณพยายามเอาเรื่องนโยบายการขายสินค้าของบริษัทมาเปรียบเทียบกับการเลือกตั้ง มันคนละอย่างกันครับ ดูให้ออก อันนั้นมันธุรกิจครับ แต่ก็ใช่ว่าเป็นธุรกิจแล้วจะทำอะไรก็ได้ ธุรกิจทุกชนิดทุกประเภท มีหน่วยงานที่กำกับดูแลอยู่อย่าง สคบ. ถ้าเป็นอาหารก็ กรมอนามัย ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย เขาก็จะมีมาตรฐานต่าง ๆ เช่น มอก. สมมติผมจ้างคนมาดูผมขายของ โดยสาธิตสินค้าอะไรสักอย่าง ผมก็จ้างได้และผมก็ไม่ผิด เช่นเดียวกับที่คุณบอกว่าจ้างคนมารับจ้างกรี๊ดนั่นแหละ แต่ถ้าเมื่อไรสินค้าผมเอาไปให้คนที่ผมจ้างมาเอาไปใช้ แล้วเกิดผลเสีย ผมก็จะโดน สคบ. เล่นงาน เพราะฉะนั้นเรื่องชาติกับเรื่องธุรกิจอย่าเอามาเป็นเรื่องเดียวกัน
ต่อให้มีคนเดียวลงสมัคร ซื้อเสียงให้มาเลือกให้ครบก็ยังผิด การเลือกตั้งไม่ใช่การซื้อขาย หลักประชาธิปไตย ตัวแทนมาทำหน้าที่แทนประชาชน ถ้าจ่ายเงินซื้อตำแหน่งมาก็น่าจะเห็นได้ชัดแล้วว่าไม่มีความเป็นตัวแทนปวงชนครับ
เคยได้ยินว่า การหาเสียงประเภท สัญญาว่าจะให้ ก็เป็นการซื้อเสียง ขณะที่การหาเสียงชูนโยบายค่าแรง 300 ปริญญาตรี 15000 เจ้าของกระทู้มองว่า มันเป็นการซื้อเสียงหรือไม่ครับ และถ้าคุณเป็น กกต คุณจะให้เป็นความผิดหรือไม่ครับ
- ใช่ครับผมมองว่าเป็นการซื้อเสียงเชิงนโยบาย -ถ้าเป็นกกต. ไม่น่าจะผิดเพราะกฏหมายไม่ได้ห้าม ผมเกลียดการซื้อเสียงเพราะเป็นการดูถูกสติปัญญาครับ
ถ้าประชาชนอยากเลือกคนที่แจกเงินเป็นตัวแทนของเขา ไม่เท่ากับละเมิดสิทธิเหรอครับ จะไม่ละเมิดและไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนเหรอครับ
กฏหมาย วัดจากเครื่องมือชี้วัด อาจเป็นรูปแบบ ตัวอักษร หรือการกระทำส่อสื่อ แต่บางครั้ง ก็ต้องใช้การประมวลผล วิเคราะห์ ไปจนถึงการโหวต เพราะเรามักมีข้อแม้ ข้ออนุโลม ไปจนถึงข้อบิดพริ้วตัวบทกฏหมาย ดังที่เราเห็น การบกพร่องโดยสุจริต เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเชื่อวัน จากทุกฝั่งฝ่ายแหละ ศาลยังต้องมีหลายชั้น มีตุลาการไว้หลายคน ก็คงไว้ตอบโจทย์นี้ ผมนึกไปถึงสมาชิกเก่าของเราคนนึง ที่มักใช้ช่องโหว่ของกติกา บิดพริ้วให้ตัวเองอยู่บ่อยๆ จนจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ผมยังเคยโดนเธอใช้แง่มุมความเป็นหญิง มาเล่นงานเอาเหมือนกัน เรื่องพวกนี้ จะมองว่าเธอผิด ก็คงไม่ถูก เพราะกติกาบางอย่าง มันมีช่องโหว่ และเรามีกติกาเยอะประเภทเกินไป กติกาทางกฏหมาย กติกาทางศีลธรรม กติกาทางเพศ กติกาทางสังคม บางครั้ง การอ้างถึงกติกาคนละอย่างกัน ก็ย่อมต้องให้สังคมชี้วัด ว่าอะไรผิดอะไรถูก และสมควรต้องใช้กติกาไหนมาวัด เราจึงมีกฏหมาย จึงมีรัฐธรรมนูญ แต่เราก็พลาดตรงที่ คนไทยเราเก่งเกินไป สำหรับกฏหมายและรัฐธรรมนูญที่เรามี คนบางกลุ่ม จึงสามารถพลิกการซื้อเสียงที่ผิดกฏหมาย ให้เป้นวิธีการที่ถูกกฏหมายได้ง่ายๆ ซึ่งผมไม่แน่ใจ ว่าเป้นเพราะกฏหมายเราอ่อนด้อย หรือเพราะคนไทยเรามันช่างพลิกแพลง เราจึงเจอคนที่ไม่ได้ทำผิดกฏหมาย แต่ทำในสิ่งที่กฏหมายห้าม (อะไรซักอย่างเนี่ยแหละ) สมาขิกเก่าคนนั้น เธอก็ทำแบบนั้นแหละครับ
สิทธิในระบอบประชาธิปไตยย่อมมีได้จำกัดครับ พระ คนบ้า คนติดคุก ก็ไปเลือกตั้งไม่ได้ การไปการเลือกผู้แทนเพราะเขาให้เงิน ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เพราะมันทำลายระบบของสภา ไม่มีใครที่จะมีสิทธิทำแบบนั้นได้หรอกครับ
การเลือกตั้งนี่แข่งขันที่นโยบายการเมืองไม่ใช่เหรอ ? ถ้าคนสนใจการเมือง รู้หน้าที่ อยากมีส่วนร่วมทางการเมือง เงินค่าเดินทางไม่จำเป็นเลย ก็ต้องเข้ามาฟัง
พระ เพราะสังคมเรายกให้นักบวชไม่ต้องยุ่งกับการเมือง คนบ้า ไม่มีสติสัมปชัญญะ รับรองโดยจิตแพทย์ ไม่มีความสามารถในการตัดสินใจ คนติดคุก ติดคุกรับโทษอยู่ถูกริดรอนสิทธิเป็นการลงโทษอยู่แล้ว สามอันบนเข้าใจครับ ส่วนคนซื้อเสียง ทำลายระบบของสภา ยังไงครับ? ก็สามารถเข้ามาใช้ความรู้ความสามารถทำงานในสภาได้ เหมือนคนที่ไม่ได้ซื้อเสียงเข้ามา
ถ้าคนไหนคิดไม่จำเป็นไม่รับก็ได้ครับไม่ได้บังคับ มาฟังเฉยๆได้ แต่ถ้าคนไหนจำเป็นก็รับไปครับ ไปบังคับเขาไม่ได้
สรุปจะให้การซื้อเสียงถูกต้องให้ได้ ตามสบายครับแต่คุณต้องไปอยู่ประเทศอื่นนะ เพราะที่เมืองไทยการซื้อเสียง มันผิดกฎหมาย สรุปแค่นี้แล้วกัน ส่วนที่ว่าทำลายระบบสภายังไง การซื้อเสียงใช้เงินซึ่งปัจจุบันมันไม่ใช่แค่ใช้เงิน ของตัวเองแล้ว แต่มีระบบนายทุนหนุนหลังอยู่ แล้วนายทุนนี่แหละก็จะคอยควบคุมนักการเมืองและประชาชน ให้เสพติดเงินซื้อเสียง ไม่อย่างนั้นมันจะมี สส. ย้ายพรรค ย้ายกลุ่ม ย้ายคณะ ผสมพันธุ์ เซ้งพรรค เหมือนโสเภณี อยู่อย่างนี้เหรอ ที่คุณพูดมาส่วนหนึ่งก็ถูกนะ คนซื้อเสียงก็อาจจะเก่งใช้ความรู้มาทำงานในสภาได้ แต่คนเก่ง แล้วอัปรีย์นี่ประเทศไทยมีเยอะมากครับจะเอากี่หาบ ส่วนคนซื้อเสียงแล้วมาทำงานในสภาแล้วไม่โกงเลยนี่ผม เกิดมาก็ไม่เคยเห็นสักที เพราะอะไรก็เพราะเงินซื้อเสียงมันเป็นเงินของนายทุนไง นักการเมืองบางกลุ่มก็เลย ต้องทำตนเสมอเหมือนทาส (ขี้ข้า) จนถึงทุกวันนี้
เงินหาเสียงของ ปธน อเมริกาก็ของนายทุนครับ และถ้าสส.คนไหนเป็นแค่ลูกน้องนายทุน ทำงานเพื่อแต่ผลประโยชน์ของนายทุน ไม่มีผลงาน ถ้าประชาชนเห็นแล้วไม่ชอบก็ไม่ถูกเลือกครับ ปล. ครับผมรู้ว่าซื้อเสียงผิดกฏหมาย ผมแค่อยากรู้ว่าทำไมมันผิด
ถูกครับ แต่ดูพื้นฐานสังคมด้วยสิครับ ผมว่าอย่างน้อย นักการเมืองอเมริกาก็เห็น ประโยชน์ของประเทศเขาเป็นตัวตั้ง อย่างน้อยก็ไม่คิดถึงขนาดจะทำลายประเทศ ตัวเองได้ลงคอหรอก ถึงแม้เงินที่ใช้หาเสียงจะเป็นของนายทุนก็เถอะ ออกกฎหมายให้คดีทุจริต 7หมื่นคดีในแผ่นดินนี้เป็นโมฆะ อเมริกามีไหม ออกกฎหมายให้ผู้ก่อการร้ายไล่ยิงฆ่าปล้นสะดมพ้นผิด อเมริกามีไหม ออกกฎหมายให้คนเผาห้าง สถานที่ราชการพ้นผิด อเมริกามีไหม คำตอบมีแค่ 2 อย่างคือ มีกับไม่มี
แยกให้ออกครับระหว่างความนิยมกับความถูกต้อง เมื่อได้รับความนิยมแล้วแท่นกรองที่เขาเอามากรองก็คือความถูกต้อง เพราะปลายทางของคนที่ซื้อเสียงเข้าไปก็คือการโกง ในโลกนี้ไม่มีหรอกเพาะเมล็ดไม่หวังกินผล ผมไม่เคยเห็นจริง ๆ นะ ขออภัยที่ต้องพูดแบบนี้
เลยต้องส่งตีความ ขนาดแจงว่า สามารถทำได้ ยังต้องส่งฝ่ายกฏหมาย ส่งฝ่ายกำลังพล แก้ไขตามกฏข้อประชุม กลัวเซนต์แล้วมีปัญหานะ ต้องให้รอบครอบ
นั่นเขาระดมทุนครับ อันนั้นระบบของเขา จะเอาของเขามาเทียบของเราได้ยังไงครับ การซื้อเสียงคือการใช้เงินจูงใจให้เลือก และเป็นการเลือกที่ไม่ได้เป็นเสียงบริสุทธิ์ เพราะถ้าไม่ให้เงินก็ไม่เลือกจริงมั้ยครับ
เรายัดคำว่าคนเลว คนที่จะเข้าไปโกง ให้คนที่เข้าสภาด้วยการซื้อเสียง (เพราะตอนนี้ผิดอย่างเดียวคือ ซื้อเสียง เพราะกฏหมายห้าม แต่ถ้ากฏหมายไม่ห้าม ก็ไม่ผิดใช่หรือไม่) แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า คนซื้อเสียงเป็นคนเลว และไม่มีความสามารถในการทำงานการเมืองหรือเปล่า ถึงแม้คนที่ไม่ได้ซื้อเสียงแต่ใช้เงินหาเสียงไปเยอะ อาจจะเข้าไปโกงเหมือนกัน
หลายปีที่ผ่าน ยังเห็นไม่พออีกรึ คนทั้ง 2 ประเภทมันต่างกันตรงไหน คนบางคน พรรคบางพรรค หรือ หลายพรรค มีพฤติกรรมทั้ง 2 อย่าง มีใครที่บริสุทธิ์ผุดผ่องมั่งรึ
ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคนที่เข้าไปโกง มาจากการซื้อเสียง (ถ้าพิสูจน์ได้มันคงไม่ได้เข้าไปหรอก555) คนที่ไม่ซื้อก็โกงเหมือนกัน ดังนั้น เราต้องกันคนที่ไม่ซื้อออกไปด้วยตรรกะเดียวกันกับที่ กรองคนซื้อเสียงออก (ไม่เหลือใครเลยงานนี้ #ตรรกะผมป่วย)
อันนี้แน่นอนครับ ว่าผิดกฏหมาย ว่าโกงการเลือกตั้ง เพราะกฏหมายเขียนไว้ว่าห้าม แต่ไม่ใช่ที่ผมสงสัย ผมสงสัยว่า ทำไมการซื้อเสียงถึงผิดกฏหมาย ทำไมถึงโยงไปเรื่องการโกง หรือการถอนทุนคืน ในเมื่อเดี๋ยวนี้ การใช้เงินหาเสียงปกติ ก็ใช้เงินเยอะเช่นเดียวกัน แล้วเขามิต้องไปถอนทุนคืนเหมือนกันหรือ
5555 จริงๆจากหัวข้อกระทู้แค่ถามว่า จ้างให้คนมาฟังปราศรัยถูกหรือเปล่า ไหง๋มาเป็นแบบนี้ได้ ผมกลายเป็นคนเห็นด้วยกับการซื้อเสียงไปซะละ