www.facebook.com/Penedge-365098623566983/?fref=ts ว่าด้วยยุคเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดียจ้ะ // แอดลู่ แม้ว่าพุทธศาสนาจะเป็นศาสนาที่เกิดขึ้่นในอินเดียเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน แต่พุทธศาสนากลับสาบสูญไปจากอินเดียในช่วงศตวรรษที่ ๑๑ จนกระทั่งได้ถูกนำมาฟื้นฟูอีกครั้งในยุคการประกาศเอกราชของ ดร.อามเพฑกรอย่างที่ผมได้เล่าไปในตอนที่แล้วนั่นล่ะครับ แน่นอนว่า ถ้าเราจะค้นหาหลักฐานหรือสาเหตุแห่งการล่มสลายของพุทธศาสนาในอินเดียนั้น ผมเชื่อมั่นว่าท่านผู้อ่านถึงร้อยละ ๙๐ ต้องจดจำและจับจ้องไปที่การรุกรานของกองทัพมุสลิมอย่างแน่นอน จนทำให้ประเด็นทางประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในรอยแผลแห่งศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อชาวมุสลิมจวบจนทุกวันนี้ กระนั้น หากพวกมุสลิมทำลายล้างพุทธศาสนาจนหมดสิ้นไปจากอนุทวีปอินเดียจริง คำถามคือทำไมศาสนาพราหมณ์และศาสนาเชนกลับยังคงอยู่ได้สืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน? ผมขออนุญาตยกคำพูดของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันนามว่า "วิลเลี่ยม เจมส์ ดูแรนท์" (William James Durant) ที่ได้เคยกล่าววาทะบทหนึ่งเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า... "A great civilization is not conquered from without until it has destroyed itself from within" หรือถ้าใครขี้คร้านจะแปล ผมก็จะขอแปลแบบงูๆปลาๆให้ว่า "อารยธรรมอันยิ่งใหญ่มิได้ถูกพิชิตจากภายนอก เว้นแต่จะถูกทำลายจากภายในตัวของมันเอง" ดังนั้น ด้วยหลักการของดูแรนท์นี้ก็สามารถใช้อธิบายถึงการล่มสลายของพระพุทธศาสนาในอินเดียได้เช่นกัน เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทางทางประวัติศาสตร์และหลักศรัทธาเพื่อความสมานฉันท์ของแต่ละศาสนานั้นเองล่ะครับ
เอาล่ะ เข้าเรื่องของเราดีกว่า... ดังที่เราทราบกันดีว่าพระพุทธศาสนาได้ถูกบัญญัติโดย "พระโคตมพุทธเจ้า" ผู้มีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" องค์รัชทายาทแห่งบัลลังก์กรุงกบิลพัทธ์ที่ได้สละราชสมบัติออกผนวชเพื่อแสวงหาสัจธรรมแห่งโลก จนทำให้พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรจนสามารถบรรลุในสรรพสิ่งหรือทรงตรัสรู้ธรรม และจากนั้นก็ทรงเสด็จไปทั่วทั้งอินเดียทางตอนเหนือเพื่อออกสั่งสอนผู้คนให้เข้าถึงสัจธรรมของโลกที่พระองค์ได้ทรงบรรลุนั้นเอง อย่างไรก็ตาม ในช่วงยุคสมัยเดียวกันกับพระโคตมพุทธเจ้านั้น ก็ยังมีพระศาสดาอีกพระองค์หนึ่งถือปรากฏ พระองค์ทรงพระนามว่า "พระมหาวีระ" ผู้ถือกำเนิดในชนชั้นวรรณะกษัตริย์แห่งกรุงเวสาลี แต่เพราะความเสียใจที่ต้องสูญเสียทั้งพระบิดาและมารดาไปพร้อมๆกัน จึงทำให้พระมหาวีระทรงออกออกธุดงค์ถือศีลเช่นนักพรตพเนจร จนในที่สุดก็ทรงบรรลุธรรมชั้นไกวัลและกลายเป็นพระศาสดาแห่งศาสนาใหม่คือศาสนาเชนหรือ "ไชนะศาสนา" อันแปลว่า "ศาสนาแห่งชัยชนะ" เพราะเหตุนี้ ทั้งพุทธศาสนาและไชนะศาสนาจึงกลายเป็นกลุ่มศาสนาใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์โลกคือ "ศาสนาอเทวนิยม" (atheism) อันเป็นศาสนาที่ไม่เชื่อหรือนับถือในอำนาจแห่งพระเจ้าตั้งแต่นั้นนั่นล่ะครับ แน่นอนครับว่า การกำเนิดของพุทธศาสนาและศาสนาเชนนั้นได้ทำลายหลักศรัทธาที่มีมานับพันปีของศาสนาพราหมณ์ลงโดยสิ้นเชิง เพราะทั้งสองศาสนาไม่ได้ยึดติดในชนชั้นวรรณะ หากแต่เชื่อใน "กรรม" หรือการกระทำของตัวบุคคลที่เป็นเครื่องกำหนด มิใช่ชาติกำเนิดหรือสายเลือดเช่นที่ศาสนาพราหมณ์นับถือมาเป็นพันปี จนทำให้ช่วงศตวรรษแรกของพุทธศาสนาและเชนนั้นกลายมาเป็นกลุ่มศาสนาหลักที่ทรงอำนาจในเขตอินเดียทางตอนเหนือไปแล้วล่ะครับ
ทว่า หลังจากพระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธ์ไปได้เพียงศตวรรษเดียว พุทธศาสนาจักรก็เกิดปัญหาระส่ำระสายเสียแล้ว เพราะบังเกิดเหล่าสงฆ์เดียรถีย์ที่อุตริละเมิดพระวินัยเป็นจำนวนมาก ซึ่งแม้ว่าเหล่าพระสงฆ์ที่ยังคงยึดมั่นในพระธรรมวินัยเดิมจะพยายามสังคายนาพระไตรปิฎกและธรรมวินัยต่างๆเพื่อรักษาความเป็นหนึ่งเดียวในศาสนาเอาไว้ แต่ในที่สุดแล้ว พุทธศาสนาก็ถึงคราวสังฆเภทครั้งใหญ่ ด้วยการถือกำเนิดของ "นิกายมหายาน" โดยพระภิกษุวัชชีบุตร อันทำให้โลกของพุทธศาสนาแตกแยกออกเป็นสองนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งแบ่งเป็นฝ่ายเถรวาทที่ยังยึดมั่นในพระธรรมวินัยเดิมของพระพุทธเจ้า และฝ่ายมหายานที่ได้ถือตามหลักปฏิบัติของพระวัชชีบุตรไปเสียแล้วล่ะครับ อย่างไรก็ตาม ครั้นเมื่อราชวงศ์โมริยะแห่งมคธเรืองอำนาจขึ้นมาในยุคสมัยของพระเจ้าอโศกฯ พระองค์ได้ทรงละทิ้งศรัทธาของไชนะศาสนาหรือศาสนาเชนและหันมานับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทในราวพุทธศตวรรษที่ ๓ (ช่วงปี พ.ศ.๒๐๐) อันเป็นนิกายดั้งเดิมของพุทธศาสนา จึงทำให้อนุทวีปได้ถูกรวมกันเป็นหนึ่งภายใต้กษัตริย์องค์เดียวและความเชื่อเดียวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และไม่เพียงเท่านั้น องค์จักรพรรดิอโศกยังได้ส่งสมณฑูตออกไปยังดินแดนต่างๆทั่วทั้งเอเชีย จนทำให้พระพุทธศาสนากลายเป็นหนึ่งในศาสนาที่มีอิทธิพลกว้างไกลที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโบราณ โดยครอบคลุมพื้นที่ในเอเชียกลางไปจนถึงริมชายฝั่งทะเลแปซิฟิคเลยทีเดียว ทว่า ครั้นเมื่อสิ้นยุคของจักรพรรดิอโศกแล้ว พระพุทธศาสนาก็เริ่มเสื่อมตามราชวงศ์โมริยะด้วยเช่นกัน และเมื่อสิ้นราชวงศ์โมริยะลงแล้ว ศาสนาพราหมณ์จึงได้กลับมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินอนุทวีปอีกครั้ง อันส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา เพราะนับแต่นี้ไป พุทธศาสนาจะไม่มีวันรวมกันเป็นหนึ่งได้อีกต่อไปแล้วล่ะครับ... เพราะหากไม่ถูกพวกพราหมณ์กวาดล้างหรือกลายแปลงนิกายไปถืออย่างพวกพราหมณ์เท่านั้น นิกายมหายานก็กลับไปเรืองอำนาจมากขึ้นในดินแดนอันห่างไกลอย่างในเอเชียกลาง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และยังรวมถึงภูมิภาคอุษาคเนย์บางส่วนอีกด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว เราอาจจะกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาแทบมิได้เป็นศาสนาที่เป็นหนึ่งเดียวและทรงอำนาจอย่างที่เคยเป็นมาอย่างในยุคพระเจ้าอโศกอีกต่อไปแล้วล่ะครับ และแม้ว่าจะมีกษัตริย์ต่างแดนที่หันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและพยายามทำการปฏิรูปสังคายนาหรือเผยแพร่พระพุทธศาสนาเฉกเช่นในยุคของจักรพรรดิอโศก แต่พระพุทธศาสนาในต่างแดนเหล่านั้นก็เป็นพุทธในแบบฉบับของดินแดนนั้นๆ มิได้เป็นหลักพุทธเถรวาทดั้งเดิมแต่อย่างใดเลย... กระทั่งเมื่อราชวงศ์คุปตะสามารถรวมอินเดียได้เป็นหนึ่งอีกครั้งในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙ (ช่วงปี พ.ศ.๘๐๐) จักรพรรดิในราชวงศ์คุปตะได้ทรงยกย่องให้พุทธศาสนาป็นศาสนาแห่งราชสำนักอยู่ควบคู่กับศาสนาพราหมณ์ จนกระทั่งในรัชกาลของจักรพรรดิกุมารคุปตะ พระองค์ได้สร้างมีบัญชาให้สร้างมหาวิหารขึ้นที่เมืองนาลันทา ซึ่งมหาวิหารแห่งนี้จะกลายเป็นมหาวิทยาลัยนาลันทาในเวลาต่อมานั้นเอง และได้ทำให้พระพุทธศาสนาได้มีโอกาสฟื้นตัวกลับคืนมาอีกครั้ง จนกลายเป็นศูนย์กลางของโลกพุทธศาสนาไปในที่สุด อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยนาลันทาก็มิใช่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาดั้งเดิมหรือนิกายเถรวาทแต่อย่างใด หากแต่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายมหายานต่างหาก ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ แนวคิดแบบฮินดูก็ค่อยๆเริ่มเข้ามาปะปนในหลักสูตรคำสอนของมหาวิทยาลัยนาลันทา จนทำให้พระพุทธศาสนานิกายมหายานค่อยๆถูกกลืนและตีความจนผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ อันนำไปสู่การเกิดการบัญญัติอุตริวิชาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาโหราศาสตร์ ไสยเวทย์ คาถาอาคมต่างๆ จนนำไปสู่การกำเนิดลัทธิตันตระ - ลัทธิพุทธนอกรีตของสายมหายาน - นั่นล่ะครับ อย่างไรก็ตาม แม้พุทธศาสนาจะเริ่มเสื่อมลงแล้ว หากแต่ชาวอินเดียก็ยังคงนับถือพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็งสืบมา จนกระทั่งการอุบัติของนักบวชนอกรีตนามว่า "ศังกราจารย์" (เชื่อกันว่าน่าจะเป็นตำแหน่งในคณะพราหมณ์มากกว่าจะเป็นคนๆเดียว) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ นักบวชในศาสนาพราหมณ์ได้เริ่มทำลายล้างพุทธศาสนาอย่างช้าๆ ด้วยการแปลงหลักคำสอนของพุทธศาสนาให้อ้างอิงกับหลักคำสอนของฮินดุูให้มากขึ้น จนถึงขั้นประกาศว่าพระโคตมพุทธเจ้านั้นคือปางหนึ่งของพระนารายณ์อีกต่างหาก เพราะเหตุนี้ พุทธศาสนาในอินเดียตอนเหนือ ณ เวลานั้นจึงได้ "กลายพันธุ์" อย่างช้าๆจนกลายเป็นสภาพเหมือนเป็นหนึ่งในนิกายลัทธิของศาสนาพราหมณ์ไปอย่างช้าๆแล้วล่ะครับ... ในขณะที่พุทธศาสนาในแผ่นดินมาตุภูมิกำลังเสื่อมโทรมลงไปนั้น กลุ่มพุทธศาสนาในดินแดนอันห่างไกลก็เริ่มจะกลายพันธุ์ตามความเชื่อท้องถิ่นไปด้วย อย่างเช่นกรณีของพระพุทธศาสนาในจีน เกาหลี และญี่ปุ่นที่ค่อยๆหลอมรวมกับความเชื่อในลัทธิข่งจื้อและศาสนาเต๋าจนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแยกไม่ออก หรือแม้แต่พุทธศาสนาในภูมิภาคอุษาคเนย์ก็เริ่มจะผสมกลืนระหว่างความเชื่อแบบฮินดูและการบูชาผีตามไปด้วยเช่นกัน งานนี้เรียกได้ว่าพระพุทธศาสนาต่างเติบโตในแบบคนละทิศคนละทางแบบจับทางกันไม่ถูกแล้วล่ะครับ ทว่า ณ ดินแดนอันห่างไกลในคาบสมุทรอาระเบีย ชนชาติอาหรับได้รวมตัวกันเป็นหนึ่งภายใต้ศาสนาใหม่ของโลกคือศาสนาอิสลามในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ (ช่วงปี พ.ศ.๑๒๐๐) พวกมุสลิมอาหรับได้เริ่มผนวกดินแดนต่างๆรอบด้านเข้ามาในอำนาจ นับแต่การเข้าครอบครองซีเรีย เปอร์เซีย จากนั้นก็แอฟริกาเหนือ และเรื่อยไปจนถึงคาบสมุทรไอบีเรียนในสเปน จนได้กลายมาเป็นจักรวรรดิและกลุ่มศาสนาใหม่ที่ทรงอำนาจที่สุดในเวลาเพียงศตวรรษเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม พวกมุสลิมก็ยังมิได้บุกเข้าอินเดียมาตั้งแต่ต้นหรอกครับ แต่ครั้นเมื่อกาหลิบแห่งราชวงศ์อับบาสิยะห์เริ่มเสื่อมอำนาจลง เหล่าขุนศึกเชื้อสายเติร์กจากเอเชียกลางได้ตั้งตนเป็น "สุลต่าน" (Sultan) และยกทัพเข้ารุกรานอินเดียอย่างเป็นทางการในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ( ช่วงปี พ.ศ.๑๕๐๐) โดยเปิดฉากเริ่มจาก "สุลต่านมาห์มุตแห่งกาซนี" (Mahmud of Ghazni) ได้ยกทัพเข้าปล้นสะดมและทำลายล้างอาณาจักรฮินดูทางตอนเหนือของอินเดียในช่วงปี พ.ศ. ๑๕๔๔ (ค.ศ. ๑๐๐๑) จนสามารถยกทัพบุกตะลุยไปจนถึงพรมแดนบังคลาเทศในปัจจุบัน และยังกวาดล้างอาณาจักรฮินดูทั้งหลายลงไปจนถึงใจกลางอนุทวีปอินเดียได้อีกด้วย ซึ่งนับเป็นยุคแรกที่พวกมุสลิมเริ่มลงมาปกครองแผ่นดินอนุทวีปหรือ "ฮินดูสถาน" นี้อย่างเป็นทางการ ในการรุกรานคราวนั้น กองทัพมุสลิมมิเพียงทำลายล้างวิหารและศาสนสถานของพวกฮินดู หากแต่ยังทำลายวิหารของชาวพุทธลงไปด้วยพร้อมๆกันด้วย ซึ่งการรุกรานของกองทัพเติร์กในคราวนั้นนับเป็นหายนะครั้งใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์อนุทวีปอินเดียเลยทีเดียว... กระทั่งในปี พ.ศ. ๑๗๔๒ (ค.ศ. ๑๑๙๙) มูอิซ อัด ดิน มูฮัมหมัด กอรี (Mu'izz ad-Din Muhammad Ghori) หรือ "มูฮัมหมัดแห่งฆูร์" (Muhammad of Ghor) สุลต่านเชื้อสายอิหร่าน - ทาจิคได้ยกทัพบุกเข้าอินเดียอีกครั้ง และในครั้งนี้ มูฮัมหมัดได้นำกองทัพเข้าได้ปล้นสะดมและเผาทำลายล้างมหาวิทยาลัยนาลันทาอันยิ่งใหญ่จนพินาศย่อยยับ จนทำให้หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งนี้ถึงกาลดับสูญ และหลังจากมูฮัมหมัดจะถอยทัพกลับออกไปแล้ว เหล่ากษัตริย์ฮินดูและชาวพุทธบางส่วนที่ยังคงเหลือรอดจากสงครามในคราวนั้นก็พยายามที่จะฟื้นฟูสถาบันแห่งนี้ให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่อาจจะต้านทานการรุกรานของทัพม้ามุสลิมที่ยังคงโหมกระหน่ำเข้ามาอยู่เรื่อยๆในทุกๆปีได้เลย... เพราะเหตุนี้ เหล่าชาวพุทธที่เหลืออยู่น้อยนิดจึงละทิ้งนาลันทาและไม่เคยหวนกลับไปบูรณะสถาบันแห่งนี้อีกเลย และเป็นผลให้พระพุทธศาสนาจึงถึงกาลอันตราธานสาบสูญไปจากแผ่นดินอินเดียนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อันเป็นจุดจบของพุทธศาสนาในแผ่นดินอนุทวีปอย่างแท้จริงแล้วล่ะครับ... ในทางกลับกัน แม้ว่าพุทธมหายานในอินเดียตอนเหนือจะลาลับดับสูญไปแล้ว หากแต่พุทธเถรวาทกลับยังคงจำเริญอยู่ในดินแดนศรีลังกาสืบต่อมาได้ เพราะศรีลังกาได้หันมานับถือพุทธเถรวาทนับแต่ยุคของพระเจ้าอโศกฯแล้วนั่นล่ะครับ จึงทำให้พุทธเถรวาทยังคงดำรงอยู่ได้ท่ามกลางเหล่ารัฐฮินดูต่างๆสืบมา และกลายมาเป็นผู้นำสำคัญในการส่งพระธรรมทูตต่อไปยังแผ่นดินอุษาคเนย์ และทำให้พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทนี้กลายเป็นศาสนาหลักของภูมิภาคนี้สืบมาจนทุกวันนี้นั้นเอง เอาล่ะครับ สำหรับเรื่องราวที่ผมเล่ามาอย่างยืดยาวฉะนี้ ก็พอจะอธิบายให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจว่า แท้จริงแล้วพวกมุสลิมมิใช่ตัวการหลักในการทำลายพุทธศาสนาไปจากอินเดียแต่ฝ่ายเดียวหรอกครับ หากแต่เป็น "รอยร้าว" ที่มีในคณะสงฆ์มาตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่ว่าจะความแตกแยกในหมู่สงฆ์ที่เริ่มมีมาตั้งแต่สิ้นพระพุทธองค์จนนำไปสู่การตั้งนิกายมหายานในภายหลังแล้ว หากแต่ยังมีการแทรกแซงของพวกฮินดูที่ทั้งใช้ไม้คมแฟกแข็งและไม้หน้าสามหุ้มนวมกับชาวพุทธมาโดยตลอด จนทำให้พระพุทธศาสนาบนแผ่นดินใหญ่ค่อยๆถูกกลืนจนเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพราหมณ์ไปโดยไม่ทันรู้ตัว และส่วนบรรดาพุทธศาสนาที่ไปแพร่หลายในต่างแดนนั้น ต่างก็พัฒนาจนกลายเป็นศาสนาพุทธในแบบของตัวเองที่มิได้ยึดโยงกับแผ่นดินมาตุภูมิอีกต่อไปแล้ว ในขณะที่พุทธศาสนากลับเสื่อมทรามลง ไม่เพียงจะทำให้ศาสนาพรามหณ์ยิ่งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น หากแต่กับไชนะศาสนาหรือศาสนาเชนที่ไม่เคยก้าวขึ้นมาเป็นศาสนาที่ทรงอำนาจได้เท่าพุทธและพราหมณ์นั้น กลับทำให้ศาสนาเชนกลับดำรงอยู่มาได้หลายพันปีอย่างน่าเหลือเชื่อ จนมิต้องตกเป็นเป้าให้โจมตีจากทั้งฝ่ายพุทธ พราหมณ์ และอิสลามไปโดยปริยายนั้นเองล่ะครับ เพราะเหตุนี้ ผลพวงจากการแข่งขันและแทรกแซงจากพวกฮินดูตลอดหลายศตวรรษนั้นกลับทำให้พุทธศาสนาในอินเดียอ่อนแอลง และครั้นเมื่อพวกมุสลิมบุกเข้ามาในอินเดียแล้ว ชาวพุทธที่มีอยู่น้อยนิดเหล่านี้ก็ถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย... ดังนั้น บทสรุปของการล่มสลายของพระพุทธศาสนาในอินเดียจึงมิได้มาจากปัจจัยภายนอกเช่นพวกมุสลิม หากแต่เสื่อมสลายจากภายในมาอย่างช้านานเช่นคำพูดของวิลเลี่ยม ดูแรนท์ที่ผมได้ยกมาในตอนต้นนั้นล่ะครับ ดังนั้นแล้ว ท่านทั้งหลาย ท่านผู้เป็นพุทธศาสนิกชนผู้เจริญทั้งหลาย ในเมื่อประวัติศาสตร์ได้เป็นประจักษ์พยานถึงความรุ่งเรืองและล่มสลายเช่นนี้แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดจงจดจำเรื่องราวแห่งความอัปยศนี้เอาไว้ เพื่อนอกจากจะสร้างความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์อย่างถูกต้องแล้ว หากแต่ผมยังถือว่าขออุทิศให้บทความนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ท่านทั้งหลายทบทวนตัวเอง และกลับไปศึกษาพระพุทธวจนะและคำสั่งสอนให้พระพุทธองค์ให้ถ่องแท้ เพื่อให้พระพุทธศาสนาที่กำลังเสื่อมโทรมลงในเวลานี้ได้มีโอกาสฟื้นฟูใหม่อีกครั้งด้วยสติกำลังโดยชอบของท่านทั้งหลายเถิด... ขออนุโมทนา สาธุ ป.ล.ผู้เขียนเป็นคริสเตียนจ้ะ
โดยส่วนตัว แม้บัตรประชาชนผมจะเป็นพุทธ แต่จริงแล้วตัวผม ออกแนวไร้ศาสนาเสียมากกว่า ในขณะที่พวกไร้ศาสนาส่วนใหญ่ไม่เชื่อเรื่องกรรม ส่วนใหญ่มักตัดสินมาจากประสบณ์การณ์ของพวกเค้าเอง เช่น คนชั่วมีเงินมีทอง สุขสบาย คนดีโดยเอาเปรียบเรี่อยไป แต่ผมกลับคิดต่างและเห็นว่ามันมีเหตุมีผลอยู่มากทีเดียว เมื่อไม่มีข้อจำกัดของศาสนา ผมก็มีแนวคิดต่อเรื่อง กรรม เรื่องความดี ในแบบที่แตกต่างกับชาวพุทธทั่วไปได้รับการสั่งสอนสืบต่อมากันมานิดหน่อย โดยสรุปคือ ชะตากรรม = กรรม+ปัจจัย+ปัญญา กรรม คือผลของการกระทำ แต่จะส่งผลเมื่อไหร่ ตอบไม่ได้ อาจส่งผลทันที หรือตายไปแล้วยังไม่ส่งผลเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม ไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนสมการทางคณิตศาสตร์ ปัญญาคือ การรู้เท่าทันโลก เท่าทันความเป็นจริง อาจเรียกภาษาชาวบ้านได้ว่า โง่ - ฉลาด ปัญญามีผลต่อปัจจัยการแสดงผลของกรรม ยิ่งมาก ยิ่งหลีกเลี่ยงหรือควบคุมปัจจัย ที่ทำให้กรรมแสดงผลได้มาก ปัญญาน้อย คือรู้ไม่เท่าทันโลก คือ ไม่สามารถควบคุมปัจจัยแห่งกรรมได้ ดังนั้น ชะตากรรม จึงขึ้นอยู่กับโชคที่เป็นค่าสุ่ม ปัญญา สามารถลดลงหรือเพิ่มพูนได้ ขึ้นอยู่กับหลายสิ่งที่สารยยายไม่หมด แต่หนึ่งในนั้นคือความเพียร ที่มักมีผล+เพิ่มสติปัญญา ความดี ศีล จริยธรรม จะส่งเสริม ปัญญา แต่ถ้า ปัญญาน้อยมันก็มีผลน้อยตามไปด้วย กิเลสทั้งหลาย จะกัดกร่อน ปัญญา แต่ถ้า ปัญญามากก็กระทบน้อยเท่าจิ๋มมด บางปัจจัย อาจมีผลให้ ความดี ศีลธรรม จริยธรรม มีค่า = 0 หรือ ติดลบ กิเลสก็แนวๆเดียวกัน จากแนวคิดข้างต้นจึงสรุปรวมได้ว่า เป็นคนดี อย่างเดียวแต่ไร้ปัญญา คือโดนเอาเปรียบเรื่อยๆไป โลกสวยตายห่าก่อนเพื่อน เป็น คนชั่ว แถมไร้ปัญญา ก็โดนใช้เป็นเบี้ย ชีวิตหาดีไม่ได้ แบบเสื้อแดงลิ่วล้อ ติดคุก เพราะเผาบ้านเผาเมือง มีแกนนำหน้าไหน รับผิดชอบชีวิตที่พังทลายของเค้ามั่ง บางทีเราเห็นคนชั่วแต่ทำไมมันได้ดี เพราะมันฉลาด มันจึงควบคุมปัจจัย ที่ส่งผลถึงกรรมได้ กรรมจึงไม่ตามสองมันซักที แต่สมองคนเรา ไม่ได้เป็นอมตะตลอดไป ซักวันนึงมันจะเลอะเลือน และความสามารถในการควบคุมปัจจัยจะสิ้นสุดลงในซักวัน เมื่อนั้น กรรมจะแสดงผลแน่นอน ทำเลวไว้เยอะเท่าไหร่ หากกรรมมันดันแสดงผลพร้อมๆกัน ได้กระอักแน่นอน ถ้าอยู่รอดไปจนตายได้ ถือว่ามันโชคดี แต่เชื่อเหอะไม่บ่อยนักหรอก จงอย่าคิดว่าเราจะเป็นผู้โขคดีคนนั้น กิเลส มีผลต่อการบั่นทอนปัญญาด้วย ยิ่งชั่ว ยิ่งอคติ ยิ่งอีโก้ ยิ่งออกห่างความจริงของโลกมากตามไปด้วย ปัจจัยที่อาจส่งผลให้กิเลสเปลี่ยนเป็นพลัง นั้นพอมีอยู่แต่ใช่ว่ามีบ่อย ถ้าเผลอ มันจะมีผลบั่นทอนเสียมากกว่า ดังนั้นเราจึงเห็นคนที่ เคยดูท่าทางฉลาดเมพ กลายเป็นคนที่ทำอะไรโง่ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อถลำลึกลงไปในความชั่วร้ายมากๆ ที่สำคัญคนชั่วที่ปฎิเสธหลักธรรมทางศาสนา มักนึกว่าตัวเองเจ๋ง แต่รู้ไม่เท่าทัน มิฉาฐิธิกันหรอก การเป็นคนดีที่เต็มเปื่ยมไปด้วยปัญญา จึงดีที่สุด ยามที่สมองคุณยังดี คุณสามารถควบคุมให้เกิดสิ่งดีๆต่อชีวิตคุณได้ หรือถ้ามีพอแล้วไม่จำเป็นต้องควบคุมอะไรก็ย่อมสุขใจ ยามสมองเสื่อมควบคุมอะไรไม่ได้แล้ว ก็มีแต่กรรมดี ไม่มีกรรมชั่วมาแผ้วพาลให้ทุกข์ใจ ในทางตรงข้ามกับกิเลส ความดีมักเพิ่มพูนสติปัญญา ยิ่งรู้เท่าทันโลก ยิ่งรับมือ แก้ไขปัญหาต่างๆได้ดี อาจมีบางสถานการณ์ที่ความดีไร้ประโยชน์ แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาซักเท่าไหร่และมันก็ไม่ได้มาบ่อยๆ ซักหน่อย คนดีมักไม่ปฎิเสธความรู้ จึงรู้เท่าทันมิฉาฐิธิ โอกาสที่พลาดย่อมน้อยกว่าหรือไม่มี........... แต่บางทีก็โชคร้ายนะ มันไม่บ่อยนักหรอก และเราคงไม่ซวยโดนแจ๊กพอร์ตขนาดนั้น แต่พอได้รับรู้มันก็เซ็งจิต