ปลัด มท. รับไร้อำนาจแจ้งความผู้ว่าฯกทม. คดีทุจริตประดับไฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รอผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนพิจารณาสั่งปลดผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากความผิดปกติใช้งบประมาณประดับไฟ 39 ล้านบาท
"สุขุมพันธุ์" ฟ้องผู้ว่าการ สตง. เหตุแถลงทุจริตประดับไฟ 39 ล้านหมิ่นประมาท "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์" ผู้ว่าฯ กทม. ฟ้องหมิ่น "พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส" ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรณีแถลงข่าวว่ามีการทุจริตในโครงการไฟประดับ กทม. 39 ล้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้มอบอำนาจให้ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ328 โดยตามคำฟ้องนั้น สรุปว่าเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา จำเลยแถลงข่าวเกี่ยวกับโครงการประดับตกแต่งไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งกรุงเทพมหานครจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558– 31 มกราคม 2559 ว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณาผลการตรวจสอบโครงการไฟประดับมูลค่า 39 ล้าน 5 แสนบาท พบว่า มีพฤติการณ์ไม่สุจริต ฮั้วราคา และข้อพิรุธต่างๆ ซึ่งเดิมสภากรุงเทพมหานคร ไม่อนุมัติให้ดำเนินการตามงบปกติ ก็เลยใช้งบฉุกเฉินซึ่งมีไว้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน แม้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของผู้ว่าฯ ก็ใช้โดยไม่ชอบเพราะไม่ได้ทำตามวิธีการงบประมาณตามปรกติ น่าเชื่อว่ามีการทุจริต ในความรับผิดชอบของผู้ว่าฯ กับผู้บริหารระดับสูง 2 คน รวมทั้งคณะกรรมการที่มีบทบาทหน้าที่กำหนดเรื่องTOR ถ้อยคำแถลงของจำเลย ทำให้ประชาชนเข้าใจและเชื่อว่าโครงการไฟประดับ มีความผิดปกติตามที่แถลง ในคำฟ้องระบุว่า จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ต้องออกมาแถลงข่าว ไม่มีอำนาจตามกฎหมายโดยตรงในการดำเนินการเรื่องทุจริต หรือความผิดต่อการเสนอราคา ต่อหน่วยงานของรัฐ แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งภายหลังจากที่ ป.ป.ช.รับเรื่องจากจำเลยแล้วก็ไม่ปรากฏว่า มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการเอาผิดกับโจทก์ แต่จำเลยแถลงข่าวเป็นรายวัน ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกดูหมิ่น นอกจากนี้ในคำฟ้องยังขอให้ศาลสั่งจำเลยลงประกาศคำพิพากษาทั้งหมดลงในหนังสือพิมพ์รายวัน 11 ฉบับเป็นเวลา 30 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย "พิศิษฐ์" ไม่หวั่นยันทำตามหน้าที่ยันทำตามหน้าที่ ด้าน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า การจะฟ้องไม่ฟ้องก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ทำได้ แต่ขอยืนยันว่าทำตามหน้าที่ เพราะต้องการให้ข้อมูลตามหลักธรรมาภิบาล จะฟ้องส่วนตัวหรือหน่วยงาน ก็ไม่แตกต่างกัน เพราะตำแหน่งผู้ว่า สตง. ก็คือตัวแทนของสำนักงานสตง. การตรวจสอบของตนและการแถลงข่าวก็ทำตามข้อเท็จจริง ไม่มีการใส่ร้าย เพราะการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐต้องโปร่งใสข้อมูลเปิดเผยอยู่แล้ว นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลของ สตง.เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งตามหน้าที่สตง.ก็ตรวจสอบหน่วยงานรัฐทั้งหมด ซึ่งกทม.ก็เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ใช้งบประมาณของแผ่นดินเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น การแถลงข่าวมีการตรวจสอบหาข้อมูลตามขั้นตอนก่อนจะมีการแถลงข่าว หัวหน้า คสช. ออกคำสั่งฟ้าผ่ามาตรา 44 ให้ผู้ว่าฯ กทม. และ นพ.เปรมศักดิ์ ระงับการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว กรณีเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยคำสั่งดังกล่าว กำหนดให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. และ นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ระงับการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว โดยยังไม่พ้นจากตำแหน่ง และไม่รับค่าตอบแทน จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยทั้ง 2 กรณีนี้ สาเหตุเกี่ยวข้องกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ และมีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฏหมาย ว่าด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ รับทราบคำสั่ง หัวหน้า คสช.แล้ว และกำลังเดินทางกลับไทย หลังไปร่วมงานครบรอบ 10 ปีความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี ทั้งนี้นางผุสดี ตามไท รองผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 1 จะปฏิบัติหน้าที่แทนตามระเบียบบริหารราชการ กทม. ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พบว่า มีโครงการของ กทม. ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบทั้งหมด 10 เรื่อง ประกอบด้วย ประมูลอุโมงค์ไฟ 39 ล้านบาท ปมปรับปรุงห้องทำงานผู้ว่าฯ 16 ล้านบาท โครงการจัดซื้อเครื่องดนตรีไทย โครงการจัดซื้อเปียโน โครงการจัดซื้อรถกู้ภัย โครงการจัดซื้อเรือดับเพลิงผิวน้ำ โครงการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำ โครงการจัดซื้อรถดูดไขมัน โครงการจัดซื้อกล้องวงจรปิด CCTV และโครงการจัดซื้อรถขัดถนน ขณะที่ นายแพทย์เปรมศักดิ์ วันนี้เวลา 15.00 น. มีนัดที่จะต้องพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดแจ้งความไว้ในข้อหาหมื่นประมาท และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่ยังไม่เดินทางมาแต่อย่างใด ขณะที่ความคืบหน้าทางวินัยที่จังหวัดตั้งขึ้นมา แจ้งว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันที่ 15 กันยายนนี้ http://news.ch3thailand.com/politics/24050 ผู้ว่าสตง. เผยอยู่ระหว่างตรวจสอบความไม่โปร่งใส กทม.หลายเรื่อง แต่ตอนนี้มีเพียงโครงการประดับไฟลานคนเมือง 39.5 ล้านบาท เรื่องเดียวที่พบ ผู้ว่าฯกทม.มีส่วนเกี่ยวข้อง เตรียมสรุปผลสอบโครงการรถกู้ภัยขนาดเล็ก เสนอคตง.พิจารณาในเร็วๆนี้ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส บอกกับเนชั่นทีวีว่า สตง.อยู่ระหว่างตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการดำเนินโครงการต่างๆของกรุงเทพมหานคร หลายเรื่อง ขณะนี้มีเรื่องเดียวที่ตรวจสอบเสร็จแล้ว และพบว่า ผู้ว่ากทม.ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร มีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และน่าเชื่อว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน รวมถึงเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้ว คือ โครงการประดับไฟตกแต่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ของ กทม. บริเวณลานคนเมือง วงเงิน 39.5 ล้านบาท ตอนนี้สตง.ได้ส่งผลการตรวจสอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการทางวินัยและอาญาแก่เจ้าหน้าที่ และผู้เกี่ยวข้องในโครงการนี้ รวมทั้งส่งสำนวนการไต่สวนให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผู้ว่าสตง.บอกว่า โครงการประดับไฟตกแต่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ของ กทม. บริเวณลานคนเมือง วงเงิน 39.5 ล้านบาท เป็นเรื่องเดียวที่สตง.รายงานให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช.ที่มีพลเอกไพบูลย์ คุมฉายา เป็นประธานพิจารณา จึงไม่ทราบว่ามาตรา 44 ที่ออกมาครั้งนี้เกี่ยวข้องกับโครงการนี้หรือไม่ ส่วนโครงการอื่นๆที่สตง.กำลังตรวจสอบ เช่น โครงการรถกู้ภัยขนาดเล็ก ราคาคันละ 8 ล้านบาท โครงการปรับปรุงห้องทำงานผู้ว่าฯกทม. งบประมาณ 16.5 ล้านบาท โครงการจัดซื้อเปียโน การจัดซื้อจัดจ้างกล้อง CCTV การจัดซื้อเครื่องสูบน้ำชนิดลากวงเงิน 180 ล้านบาทการจัดซื้อเรือผิวน้ำขับเคลื่อนด้วยกำลังลม หรือ แอร์โบ๊ท พร้อมรถลากจูง 4ชุด วงเงินเกือบ 40 ล้านบาท รวมไปถึงการซื้อรถดูดไขมัน โครงการที่กำลังตรวจสอบทั้งหมดยังไม่ได้สรุปว่าผู้ว่ากทม.มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ โดยเร็วๆนี้สตง. จะสรุป โครงการรถกู้ภัยขนาดเล็ก ราคาคันละ 8 ล้านบาท เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ชี้ถูกหรือผิด โดยให้รอกระบวนการตรวจสอบก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา 2 มาตรฐาน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยด้วยว่าในการพบ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เมื่อวานนี้ ได้รับกำลังใจเป็นอย่างดี พร้อมยืนยันทหารทุกคนรักและเคารพพลเอกเปรม จะไม่ทะเลาะกัน สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี นายกรัฐมนตรีบอกได้ลงนามและดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว โดยระบุผู้ที่ขึ้น 5 เสือในแต่ละเหล่าทัพ ต้องมีผลงาน หากเสมอกันให้พิจารณาหลักอาวุโส ส่วนผู้ที่เป็นผู้บัญชาการทหารบกไม่ได้เลือกจากเป็นกลุ่มใด แต่ต้องดูแลกองทัพได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่มีอำนาจไว้สืบทอดอำนาจ และไม่จำเป็นต้องสนับสนุนรัฐบาล เพราะเป็นหน้าที่หลักอยู่แล้ว http://www.bugaboo.tv/watch/272973
ปลัดกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่า ขณะนี้ได้มีการตั้งกรรมการสอบการทำหน้าที่ ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แล้ว 2 ประเด็น ที่เชื่อว่า จะสรุปข้อมูลได้ภายในเดือนพฤศจิกายน ปลัดกระทรวงมหาดไทย กฤษฎา บุญราช บอกว่า มหาดไทย ตั้ง กรรมการสอบสุขุมพันธุ์ เป็น 2 คณะ คือ เรื่องโครงการประดับไฟ มูลค่า 39.5 ล้านบาท ให้สอบภายใน 90 วัน สิ้นสุด 22 กันยายน และเรื่อง แการต่งตั้ง ข้าราชการ กทม. ที่ปปช.ส่งให้ มหาดไทย ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดให้ตรวจสอบ // ทั้ง 2 ชุดมอบหมาย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย สุทธิพงษ์ จุลเจริญ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ มีรายงาน ว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่11 ก.ค. พร้อมแนบสำเนาหนังสือลับมาก ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา 44 และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ให้รัฐมนตรีมหาดไทย ดำเนินการทางอาญา วินัยและละเมิด ให้ กทม. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เป็นไปตามมติของคตง. โดย ดำเนินการทางอาญากับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ รวมทั้ง ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว / ผู้อำนวยการกองการท่องเที่ยว และคณะกรรมการกำหนดทีโออาร์ ส่วนข้อกล่าวหา ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เป็น กรณีแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง 5 ราย ให้ดำรงตำแหน่ง ตามคำสั่ง กทม. ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้ง 2 เรื่อง ให้นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพร้อมด้วยฝ่ายกฎหมายและเจ้าหน้าที่รวม 5 คน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์พิเศษ กับ พิกัดข่าว NOW 26 ว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน กำลังเร่งตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการโดยผู้ว่า กทม. หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งเพิ่งจะถูกนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยโครงการที่สตง.เข้าไปตรวจสอบมีทั้งหมด 7 เรื่องสำคัญ ตรวจสอบเสร็จแล้ว 1 เรื่องคือโครงการอุโมงค์ประดับไฟ และกำลังตรวจสอบเรื่องอื่นๆ อีก นับตั้งแต่ โครงการ ตกแต่งห้องทำงานผู้ว่าฯ ซื้อเปียนโน จนถึงโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมรอระบาย โดยมีข้อพิรุธหลายประการเช่น อุโมงค์ไฟมีการ จัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใส โครงการปรับปรุงห้องทำงานผู้ว่า มีการจ้างผู้รับเหมาก่อนทำสัญญา หรือก่อนมีราคากลาง โครงการซื้อเปียนโนมีคนร้องเรียนว่าราคาสูงเกินจริง โครงการซื้อรถยนต์ดับเพลิงขนาดเล็ก ซื้อมาแล้วใช้งานไม่ได้ มีพวงมาลัยซ้ายในขณะที่เมืองไทยมีกฎหมายใช้พวงมาลัยขวา โครงการซื้อเครื่องจักร รถตัก รถขุด เครื่องสูบน้ำ ราคาอาจจะแพงเกินไป หรือมากเกินความจำเป็นหรือไม่ รวมทั้งโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม หรือน้ำรอระบาย ใช้เงินงบประมาณไม่คุ้มค่า หรือไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า คดีอุโมงค์ประดับไฟส่งเสริมการท่องเที่ยวได้แจ้งให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินคดีกับผู้ว่ากทม.ไปแล้ว ส่วนผลสอบเรื่องอื่นๆคาดจะเสร็จสิ้นในเร็วๆนี้ นายพิศิษฐ์ย้ำว่า สตง.ตรวจสอบไปตามหน้าที่ต้องดูแลการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชน ไม่ได้มุ่งปรักปรำใคร กทม.ตั้งงบประมาณ พร้อมจัดทำร่างทีโออาร์ในการซ่อมบำรุงรถดับเพลิง 176 คันที่กระจายไปฝากจอดไว้ที่สถานีดับเพลิง 12 แห่ง ก่อนเปิดประมูลซ่อมและนำมาใช้งาน คาดว่าจะใช้งบประมาณ 180 ล้านบาท รถและเรือดับเพลิง กทม. 6,687 ล้านบาทที่อื้อฉาว ยังคงเป็นสมบัติของ กทม.ที่ยังไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ตอนนี้ มีภาระต้องขนย้ายออกจากพื้นที่ที่เช่าจอดไว้นานกว่า 10 ปี พร้อมค่าซ่อมบำรุงอีกมหาศาล ตามคุณอโนทัย สกุลทอง ไปติดตามเรื่องนี้ เปิดเผยสภาพรถดับเพลิง จอดทิ้ง 10 ปี หลังสิ้นสุดคดีทุจริตโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ล่าสุด กทม.นำออกจากโกดังแล้ว เตรียมส่งซ่อมล็อตแรก กว่าจะพ้นการเป็นรถดับเพลิงของกลาง หลังขนส่งมาทางเรือ จากประเทศออสเตรีย ถูกอายัดไว้จอดนิ่งในท่าเรือแหลมฉบัง เป็นคดีประวัติศาสตร์ทุจริตจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิง มูลค่า 6,687 ล้านบาท ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาเอาผิด นักการเมือง และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวม 5 คน และปลายปี 2557 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ตัดสินให้บริษัทสไตเออร์ ออสเตรีย จ่ายค่าเสียหายกว่า 20 ล้านยูโร และให้กทม.รับรถและเรือดับเพลิงทั้งหมด มาวันนี้ กทม.ได้นำรถดับเพลิงที่จอดนิ่งนาน 10 ปี ย้ายออกมาจากโกดังเช่า ย่านไทรน้อย นนทบุรี มีทั้งรถกู้ภัยขนาดใหญ่ และเล็ก กระจายและมาจอดรอซ่อม ที่สถานีดับเพลิงสามเสน 74 คัน รถดับเพลิงที่เคลื่อนย้ายออกมา พร้อมอุปกรณ์กู้ภัย บันไดปีน และไฟฉุกเฉิน หรือไซเรน สปอร์ตไลท์ส่องสว่าง และถังน้ำ 4 ลิตร วิ่งเข้าตรอกซอยแคบ ส่วนรถกู้ภัยขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์ครบครันเช่นกัน บรรจุน้ำได้ 2,000 ลิตร ล่าสุด กทม.ได้ส่งรถดับเพลิงตัวอย่างไปตรวจสภาพที่กองโรงงานช่างกล (ดินแดง) กทม. เพื่อตีราคาค่าซ่อม ก่อนหาผู้รับเหมา ยื่นประกวดราคาจ้างซ่อม ในล็อตแรก 176 คัน ที่นำออกจากโกดังเช่า ปิดฉากคดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิง กทม. ยังคงเหลือรถดับเพลิงอีกล็อต 139 คัน จอดแช่อยู่โกดังอีกแห่ง ในท่าเรือแหลมฉบัง ที่ต้องจ่ายค่าเช่าก่อนนำออกมาเป็นล็อต 2 ออกมา ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ให้นำรถดับเพลิงเจ้าปัญหามาใช้เป็นยุทธภัณฑ์ กระทรวงกลาโหม เพื่อละเว้นค่าภาษีและค่าปรับ รวม 1,800 ล้านบาท ทีมข่าวสังคม รายงาน
อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดข้อมูลใหม่เรือตรวจการณ์กรุงเทพมหานคร ส่อเค้าทุจริต เรื่องกำหนดสเปค คุณภาพ และวัตถุประสงค์ เตรียมยื่น ป.ป.ช.สอบวันพุธหน้า นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดข้อมูลโครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ที่พบว่าในจำนวน 3 ลำมีอยู่ 1 ลำที่มูลค่า 26.5 ล้านบาทแพงที่สุด แต่สเปคต่ำกว่าอีก 2 ลำ อีกทั้งไม่มีเครื่องมือช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำตามวัตถุประสงค์ที่ระบุในทีโออาร์ แต่กลับติดกระจกรอบลำ พร้อมติดตั้งตู้เย็น ทีวี เคาท์เตอร์บาร์ ลำโพง ไมโครโฟนคล้ายเป็นเรือท่องเที่ยวมากกว่า อีกทั้งการจัดซื้อผิดสัญญาและได้เรือที่ไม่มีคุณภาพ เพราะเมื่อรับมอบเรือแล้ว ระหว่างล่องแม่น้ำลพบุรีเข้ากรุงเทพมหานคร เกิดไฟไหม้ต้องลากกลับอู่จนกระทั่งขณะนี้ยังไม่นำมาใช้เกือบ 1 ปีแล้ว พร้อมตั้งข้อสงสัยประเด็นส่อฮั้วประมูล เพราะบริษัทที่เสนอราคากลาง รวมถึงที่ชนะการประมูลนั้นมีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกัน ที่ได้งานของ กทม.มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะได้ให้ ป.ป.ช.ในวันพุธหน้า ส่วนความคืบหน้าตรวจสอบทุจริตของการประปาส่วนภูมิภาค หรือ กปภ.นั้น อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ จะทยอยยื่นข้อมูลการทุจริตสัปดาห์ละ 1 เรื่อง รวม 20 เรื่อง หลังยื่นข้อมูลการจัดซื้อคลอรีนเหลว และการวางท่อประปาไปแล้ว และประกาศพร้อมดีเบต และต่อสู้ทุกคดีที่ถูกผู้บริหาร กปภ.ฟ้องร้องด้วย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ตรวจความคืบหน้าการซ่อมแซมรถดับเพลิงพร้อมเครื่องสูบน้ำล็อตแรก พร้อมยืนยันว่าการซ่อมคุ้มค่ากว่าการซื้อใหม่ ข่าว 7 สี - กรุงเทพมหานคร ทดสอบเรือดับเพลิง ในคดีรถและเรือดับเพลิงที่อู่ต่อเรือในจังหวัดชลบุรี พบว่า ระบบดับเพลิงใช้การ และน่าจะซ่อมได้ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.ลงพื้นที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้งานของเรือดับเพลิงในคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิง จำนวน 30 ลำ ที่อู่ต่อเรือซีทโบ๊ต จังหวัดชลบุรี ปรากฏว่า ระบบดับเพลิง ใช้ได้ปกติ มีเพียงชิ้นส่วนยางที่เชื่อมข้อต่อ และอุปกรณ์ชิ้นยางเสื่อมสภาพ อาทิ สายท่อดับเพลิง ข้อต่อยาง ตัวเรือ และอุปกรณ์ในเรือ เป็นต้น แม้เป็นเรือที่จอดทิ้งไว้นานเกือบ 10 ปี แต่อุปกรณ์ดับเพลิง ยังฉีดน้ำระยะไกลไม่น้อยกว่า 60 เมตร ประมาณตึกสูง 10 ชั้น ส่วนระบบเครื่องยนต์เรือ ลองติดเครื่องดูใช้ได้ แต่หลังจากนี้ กทม.จะนำเรือไปตรวจสภาพเพิ่มเติม เพื่อซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ตามสัญญาจัดซื้อระหว่าง กทม. กับบริษัทสไตเออร์ ประเทศออสเตรีย เรือดับเพลิงทั้ง 30 ลำ ได้นำชิ้นส่วนและอุปกรณ์มาต่อในเมืองไทย มูลค่ากว่า 25 ล้านบาท แต่ราคาตลาดปัจจุบันอยู่ที่ 30 ล้านบาท ระหว่างนี้ กทม.จะจัดหาผู้รับเหมามาซ่อม ตั้งงบไม่เกิน 8 แสนบาท ต่อลำ รวม 24 ล้านบาท ส่วนพื้นที่จอดเรือดับเพลิงทั้ง 30 ลำ อยู่ภายในอู่ต่อเรือซีทโบ๊ตจะต้องเจรจาค่าเช่าที่จอดเรือ ประมาณ 3 ล้านบาท อยู่ระหว่างเจรจา บทเรียนราคาแพง กับการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กว่า 6,000 ล้านบาท ปิดคดีความกว่า 10 ปี กว่าจะหลุดพ้นจากสภาพของกลาง และต้องใช้งบอีกมากในการซ่อม จ่ายค่าเช่า และนำเรือออกจากสถานที่จอด ทีมข่าวสังคมรายงาน กทม.นำรถดับเพลิง ชนิด 4x4 พร้อมเครื่องสูบน้ำชนิดหาบหาม จำนวน 35 คัน มาใช้งานใน 35 สถานี หลังซ่อมบำรุงเสร็จ ช่วงเช้าวันนี้ รองผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นประธานการปล่อยขบวนรถดับเพลิง ชนิด 4x4 พร้อมเครื่องสูบน้ำชนิดหาบหาม ยี่ห้อ Mitsubishi รุ่น L200 จำนวน 35 คัน เพื่อเข้าประจำการสถานีดับเพลิงหลัก 35 สถานีใน กทม. หลังจากกองโรงงานช่างกล สำนักการคลัง กทม.ดำเนินการซ่อมบำรุงแล้วเสร็จ โดยรถล็อตนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรถ 176 ตัน ที่นำออกมาจาก บริษัทเทพยนต์ อ.ไทรน้อย ก่อนปล่อยขบวน เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ได้ทดสอบประสิทธิภาพการฉีดน้ำของรถดับเพลิงชนิดนี้ ที่มีเครื่องปั๊มน้ำบรรจุน้ำอยู่200ลิตร และสายฉีดยาว 20 เมตร โดย พล.ต.อ.อัศวิน บอกภายหลังว่า จากการออกคำสั่ง คสช.ให้ยกเว้นภาษีอาการ รถและเรือดับเพลิง ทำให้ กทม. ประหยัดเงินในการจ่ายภาษีไป 1900 ล้านบาท และสามารถนำรถออกมาใช้งานได้ โดยให้ กองโรงงานช่างกล ซ่อมแซม นอกจากรถที่ซ่อมแล้ว 35คัน จะมีอีก 37คัน ที่จะสามารถนำออกมาใช้ได้ภายใน 31ต.ค.นี้ ส่วนอีก 105คัน เป็นรถดับเพลิงขนาดใหญ่ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำการประกวดราคาจัดจ้างซ่อมตามระเบียบ เชื่อว่าจะได้คู่สัญญาเริ่มซ่อม วันที่ 1 พ.ย.2559 และจะทยอยซ่อม ออกมาใช้เดือนละ 10-20 คัน ที่จะถูกนำมาใช้ทดแทนรถเดิมของ กทม. ซึ่งมีอายุ 20 กว่าปีแล้ว และไม่สามารถใช้งานได้กว่า 300 คัน นั่นหมายความว่า สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไม่มีความจำเป็นจะต้องซื้อรถดับเพลิงอีก ส่วนความคืบหน้าการเจรจาค่าที่จอดรถ ดับเพลิงบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง 139คัน กับบริษัทนามยงค์ ล่าสุด ที่ บริษัทนามยงค์ เรียกเก็บ 946 ล้านบาท ต่อรองกันมาจนถึง500ล้าน แต่ กทม.สามารถให้ได้แค่ 200 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้