สวัสดียามดึกครับ ได้อ่านประโยคหนึ่งของ"หนูอ้อย"ที่ห้องกาแฟ "เป็นผู้หญิงไม่สันทัดเรื่องพระเครื่อง ทุกวันนี้ยึดแค่พระรัตนตรัย" ชอบมากครับ ตัวผมเองสมัยวัยรุ่นก็เป็นคนชอบหา"พระเครื่อง"มาใส่หวังให้แคล้วคลาด(จากการยกพวกตีกัน)ต่อมาก็หาพวก"เครื่องลางของขลัง"การ"สักยันต์"นานเข้าถึงรู้ว่าความจริงแล้วกับคนธรรมดาอย่างเราๆแค่"ศีลห้า"กับ"พรหมวิหาร4"ก็พอจะทำให้เราแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวงได้แล้วและยังทำให้คนรอบข้างรักเราอีกด้วย "หนี้กรรม"
ย้อนรอยความรักในวัยเรียนตามอารมณ์เพลงต่อเนื่องมาจาก"พี่หงส์เฒ่า" กับความรู้สึกที่ครั้งหนึ่ง "แอบรักใครคนหนึ่งที่เธอเคยบอกว่ารักเรา แอบมองใครคนหนึ่งที่เขาบอกรักเธอ แอบสบตาเธอครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอกับเขาจะเดินห่างเราออกไป.........." "ไดอารี่สีแดง" ไม่ได้จดบันทึกเรื่องราวความรักไว้ใน"ไดอารี่"แต่จดไว้ใน"ความทรงจำ" ทุกครั้งที่อยากอ่านไม่ได้ใช้"มือ"เปิดแต่ใช้"ใจ"กับ"เพลงบางเพลง" ราตรีสวัสดิ์ครับ
ปากหม้อญวนกับขนมถ้วยญวน(ในรูปไม่มี)เป็นของฝากของครอบครัวผมตั้งแต่เด็ก นำมาฝากจนคนเอามาแก่เฒ่า ก็เลิกนำมาฝาก เป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของอุบล หาที่ทานอร่อยยากมากในกรุงเทพ บังเอิญผมไปเจอร้านนึงแถวบางซื่อ รสชาติไม่หนีกันเท่าไรเลย เวลาไปซื้อทีแทบจะเหมาร้านเลยเพราะแกทำน้อย เวลาทานใส่พริกต่ำลงไปในน้ำจิ้มหน่อย...อาย่อย
ผมเคยมีเพื่อนเป็นญวน อพยพ มาขึ้นฝั่งทางอ่าวไทยแล้วทหารไทยส่งมาที่ค่ายอพยพชั่วคราวใกล้ๆบ้าน ที่ ปัตตานี เป็นโรงปศุสัตว์เก่า ผมกับลูกๆนำอาหาร น้ำดื่มไปแบ่งปันให้ พอพูดภาษาอังกฤษได้ ก็ทราบว่ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้อพยพ เกรด เอ มีความรู้สูง เป็นหมอ เป็นวิศวกร เตรียมตัวจะส่งต่อไปอเมริกา พอรู้จักสนิทสนมกันดีแล้วเค้าก็เตือนให้ผูกหมา แมว เก็บไว้ในบ้านให้ดีๆ อย่าให้หลุดออกมา ... ... อังเกิมเจี๊ยะ แปลว่า กินข้าวกันไหม ... อังเกิมรอย แปลว่า กินข้าวเรียบร้อยแล้ว เมื่อสำรวจกับเพื่อนบ้านแถวนั้นแล้ว ไม่มีหมาแมวใครหายไป ก็ตอบรับกินข้าวกับเพื่อนชาวญวน ... ก็เลยได้กินอาหารญวน ครั้งแรกก็คราวนั้น
อาหารญวนกับแม่มะนาวไม่ค่อยถูกชะตากัน เนื่องเพราะแม่มะนาวไม่ค่อยชอบทานผักมากเท่าไร เคยไปทานผักแทบ เป็นกาละมังเลย ก็พอทานได้บ้างบางอย่าง ถ้าจะไปคนต้องเยอะๆค่ะ จะได้ตอดชามนั้นชามนี้ ไม่ทานเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนเพลงของ Cocktail ที่ได้ฟัง แหมเพลงแรกไม่รู้สึกนานเลยคะ แม่มะนาวชอบหนุ่มแบบอนันดาอ้ะค่ะ หรือแบบชาคริต ประมาณนี้ โดยไม่เจียม body เลยต้องฟังเพลง "ไม่อยากให้เธอรู้" ว่าแอบชอบ เป็นแค่เพื่อนก็เอาดี ยังได้แอบเห็นหน้า พอปลื้มบ้าง ชอบเสียงคนร้องด้วยค่ะ แม่มะนาวเองก็บอกไม่ถูกว่าชอบคนร้องเสียงประมาณไหน ฟังแล้วรู้เองว่า นี่ละใช่เลย
กลับบ้านดินเหนียวดึกไปหน่อยคงหลับกันหมดแล้วเลยไม่มีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารพร้อมฟังเพลงเพราะๆกับเพื่อนๆเลยเอา"ก๋วยเตี๋ยวเรือ"กับ"ปลาหมึกบดแถวบนสุด"มาอุ่นแล้วนั่งทานคนเดียว(ดีนะถ้าเป็นไอติมป่านนี้หมดไปแล้ว ) ช่วงนี้เห็นอาหารหลากหลายแล้วคิดถึงตอน "น้ำท่วมครั้งใหญ่" ผมส่งภรรยากับลูกสาวไปอยู่ที่บ้านพ่อตาแม่ยาย ส่วนผมอยู่เฝ้าบ้านคนเดียว ถ้ามีโอกาสได้ออกไปตลาด(โบกรถทหารหรือไม่ก็รถบรรทุกที่มารับจ้างขนรถที่ติดค้างตามหมู่บ้านออกไป) มีครั้งหนึ่งเบื่อมาม่ากับอาหารตระกูลไข่มาก เลยลองทำอาหารแบบยากๆดูมีสองอย่างคือกระเพราหมูสับกับแกงจืดหมูสับ หลังจากดันทุรังทำจนสำเร็จ ผมได้ผัดกระเพราโรคไต(เค็มมากๆสงสัยหมักหมูแล้วไปใส่น้ำปลาตอนผัดอีก)มาหนึ่งจานไม่กล้าทานเกรงจะปวดหลังเพราะไตอักเสบทิ้งไปหนึ่ง ต่อมาคือแกงจืดหมูสับที่หน้าตาและกลิ่นประหลาดๆจะลองกินก็ไม่กล้าเลยลองแบ่งไปให้สุนัขจรจัดแถวบ้านกินก่อน คิดในใจมันไม่กินผักแต่หมูในแกงจืดมันต้องกินแน่นอนผลปรากฏว่าสุนัขยังเมินจำต้องทิ้งไปอีกหนึ่ง หลังจากนั้นรีบวิ่งเข้าบ้านมาเสียบกระติกน้ำร้อนแกะมาม่าใส่ชามสองห่อคิดในใจ"อยู่ดีไม่ว่าดีเสียดายของจริงๆ" "เสียเส้น" สังข์ทอง สีใส
ขอลาไปก่อนครับสำหรับค่ำคืนนี้ ขอให้เพื่อนๆนอนหลับฝันดีตื่นขึ้นมาพร้อมกับจิตใจที่สดใสและร่างกายที่แข็งแรง สำหรับสาวโสดขอให้พบรักแท้และเพื่อนแท้ในเร็ววัน "เสน่หา" ราตรีสวัสดิ์ครับ
บั่นแบ๋ว หรือขนมถ้วยญวนหน้ากุ้ง ^^ มีสูตรมาฝาก วิธีทำง่ายๆพอหายคิดถึง http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=chim&date=24-01-2012&group=2&gblog=624แต่ถ้าขยันขับรถ ..ที่บ้านหนูอ้อยจะขับยาวขอนแก่น – อุบลไปทานมื้อเย็นที่ร้านชื่ออินโดจีน พักที่อุบลกัน 1 คืนแล้วทานมื้อเช้าที่ร้านเดิมคืออินโดจีนนี้หละในตอน 10 โมงเช้าร้านเปิดอีกมื้อแล้วค่อยขับรถกลับมาเยี่ยมคุณปู่คุณย่าที่คำเขื่อนแก้ว ส่วนใหญ่จะเป็นตอนช่วงหยุดยาวซึ่งเป็นวันพักผ่อนของครอบครัว นอกจากบั่นแบ๋วแล้วยังมีบี่บุ๋น(ขนมจีนทรงเครื่องญวน) มีขนมเบื้องญวนแป้งบางกรอบ เนื้อย่างใบชะพลู หมูย่างใบมะกรูด ฯลฯ มีเป็นร้อยเมนู ต้องเป็นติ่งอาหารเวียดนามจริงๆถึงจะขับรถ 500 กม.(ไป-กลับ1000) ได้แบบนี้ ยังมีร้านแดงแหนมเนืองที่ท่าเสด็จ หนองคายอีก ที่เขาล้างผักให้เห็นมหกรรมล้างผักจริงๆว่าสารเคมีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ที่บ้านจะโปรดสิ่งละอันพันละน้อยแบบคุณแม่มะนาวมากกว่าจึงชอบไปร้านอินโดจีนที่อุบล(ใกล้กองบิน 21 กองทัพอากาศ) ก๋ามเอิน - ขอบคุณค่ะ
มื้อเที่ยงไปอีทคลีนที่ชาบูชิอาหารสายพานกัน ราคาโปรโมชั่นคนที่สองลด 20 % คนที่สามลด 30 % ไปเป็นกรุ๊ปหารออกมาแล้วตกหัวละ 200+คุ้ม
บั่นแบ๋ว กับ บี่บุ๋น แค่ชื่อก็น่ารักแล้ว น่าทานมากซักคำคงดี ตอนเย็นฝนตก แบบตกจริงๆไม่ใช่ 5 แปะ สบาย ตอนนี้ฝนแล้ง คุณสายลมเป็นไงบ้างก็ไม่รู้ กับต้นไม้หลายหลาก แล้วทางขอนแก่นแล้งไหมคะหนูอ้อย จะถาม คุณหงส์เฒ่าก็ไม่แน่ใจว่าอยู่ กทม. หรือ ต่างจังหวัด ก็ขอให้อากาศอยู่ได้พอสบายดีแล้วกัน ตอนน้องน้ำมา แม่มะนาวพร้อมหมา 2 บ้าน 13ตัว แมว 3 ตัว อยู่ชะอำแสนสบาย แต่ตอนอาบน้ำหมานี่เหนื่อยมากนะ ขอบอก เพราะต้องอาบทุกตัว ทุกสัปดาห์ อยู่โน่น เกือบสองเดือน พอรู้แน่ว่าน้ำไม่ท่วม ส่งกลับหมด ขออยู่ต่อพักผ่อนกายา อีกร่วมสองอาทิตย์ถึงกลับ กทม. อาหารการกินสมบูรณ์ ไม่ต้องมาม่าแบบคุณแสงธูป
ตอนน้ำท่วมครั้งใหญ่หมู่บ้านผมเป็นเหมือน"ไข่แดง"เลยครับโดนล้อมรอบด้วยน้ำ ทุกวันต้องช่วยกันเรี่ยไรซื้อน้ำมันมาใส่เครื่องสูบน้ำ แต่ละคนมีหน้าที่ เดินดูรอบหมู่บ้านว่ามีตรงไหนที่น้ำจะเข้ามาได้อีกไหม เนื่องจากเอาของกับรถออกไม่ทัน ถ้าน้ำเข้ามาคงแย่กันทุกคน ตอนกลางคืนก็ต้องไปเฝ้ากำแพงกั้นนำ้ที่หน้าหมู่บ้านกลัวมันจะพัง แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่บ้างคือได้รู้จักคนในหมู่บ้านแทบทุกคน(อยู่มายี่สิบกว่าปีไม่เคยได้มาพบปะพูดคุยกันสักทีต่างคนต่างอยู่) ตัวผมเองเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าเป็นเดือนผมซื้อน้ำดื่ม อาหารแห้ง ที่พอจะทำให้อยู่ได้ถึงสองเดือนทั้งแม่และตัวผมเอง แต่พอเอาเข้าจริงๆผมอยู่คนเดียว (ตอนแรกรอน้ำจะมาไม่มาสักทีเกือบเอาออกมากินอยู่แล้วโชดดีที่ใจแข็งไม่งั้นลำบากเพราะตอนนำ้มาจริงๆมีเงินก็หาซื้อไม่ได้) พอน้ำท่วมได้สักพัก"โรคน้ำกัดเท้า"ถามหาทันที ผมไม่เคยเป็นมาก่อนไม่คิดว่ามันจะรุนแรง เจ็บปวดมากนอนไม่ได้เลย นึกขึ้นได้ว่าเจ้าหน้าที่เคยเอายามาแจกในนั้นมียาทาแก้โรคน้ำกัดเท้าอยู่ด้วยแต่ต้องรื้อบ้านหาอยู่นานกว่าจะเจอเพราะตอนนั้นวางทิ้งเรื่อยเปื่อยคิดว่าไม่สำคัญ พอได้ยาทาอยู่สองสามวันก็ดีขึ้นมากเลย ส่วนเจ้าลูกสาวภรรยาบอกว่าไหว้พระขอพรให้ผมตลอด "กลัวพ่อจมน้ำเพราะพ่อว่ายน้ำไม่เป็น" "ม่านชีวิต"
ฟัง"หนูอ้อย"พูดถึง"ขอนแก่น"แล้วทำให้คิดถึงตากับยาย ผมไม่ได้ไปขอนแก่นมานานหลายปีแล้วเพราะตั้งแต่"คุณตา"ผมเสียแม่ก็ไม่ค่อยให้พากลับไป ตากับยายผมอยู่"บ้านไผ่" สมัยก่อนกันดารมาก แต่ถ้าเข้าไปในตัวจังหวัดจะเจริญกว่ามาก ตอนพ่อกับแม่ผมแต่งงานกันใหม่ๆ พ่อกับญาติที่กรุงเทพเคยทำผ้าป่าไปถวาย"หลวงพ่อผาง"ที่วัดอุดมคงคารีเขต อ.มัญจาคีรี และไม่เคยได้ไปอีกจนผมโตขับรถได้จึงมีโอกาสได้ไปกันอีกครั้ง(เกือบยี่สิบปีแล้ว)ถ้าจำไม่ผิดที่มัญจาเขาจะมี"ที่นอนกับหมอนขิด"เป็นสิ้นค้าขึ้นชื่อที่คนนิยมไปซื้อกัน(ถ้าข้อมูลผิดต้องขออภัยมันนานมาแล้ว) ส่วนหมู่บ้านที่ตากับยายผมอยู่สมัยก่อนผู้หญิงเขาจะทอผ้าไหมกันเป็นโครงการของหลวงที่เข้ามาสอนเพื่อเพิ่มอาชีพให้กับชาวนาหลังจากว่างเว้นจากการทำนา ตอนนั้นทอผ้าไหมกันแทบทุกบ้าน แต่เดี๋ยวนี้เหลือแค่สองสามบ้านที่ยังทอผ้าไหมอยู่ หนุ่มสาวสมัยใหม่ไม่มีใครอยากทำอีกแล้ว ผมตั้งใจว่าอีกสี่ห้าปีย้ายไปอยู่ต่างจังหวด(บ้านภรรยา)จะกลับไปศึกษาการเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมจากป้าที่ขอนแก่นแบบเป็นเรื่องเป็นราวความรู้จะได้ไม่สูญหายไป "คอยน้องที่ขอนแก่น" ผมมานั่งคิด ที่บ้านดินเหนียว พี่สายลมอยู่ราชบุรี ญาติฝ่ายพ่อผมก็อยู่ที่นั้นและสุสานปู่กับย่า(สองคน)ก็อยู่ที่นั้น หนูอ้อยอยู่ขอนแก่นญาติฝ่ายแม่ผมก็อยู่ขอนแก่น มันช่างบังเอิญดี ราตรีสวัสดิ์ครับ
ที่อำเภอบ้านไผ่จะมีการทำพิธีพราหมณ์บายศรีสู่ขวัญข้าวทุกปีอย่างขึ้นหน้าขึ้นตาเป็นของดีประจำอำเภอ เพราะชาวอีสานเชื่อว่า “แม่พระโพสพ” มีอำนาจบันดาลให้ข้าวงอกงามนำความอุดมสมบูรณ์มาให้ชาวนาที่บูชาเทวีแห่งข้าว การบูชาจะทำหลายช่วง คือก่อนลงมือทำนา หรือระหว่างตกกล้า จนข้าวตั้งท้องออกรวง ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวในที่สุด การทำพิธีบูชาแม่พระโพสพนั้นในสมัยต่อมานิยมทำกันเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วนำข้าวมากองไว้กลางลานนวดแล้วทำพิธีบายศรีข้าว หรือเมื่อนวดข้าวเสร็จจะได้ข้าวเปลือกกองใหญ่กลางลานนวด ชาวอีสานเรียกกองข้าวเปลือกใหญ่ว่า กุ้มข้าวใหญ่และจะทำพิธีเรียกว่า “พิธีรับขวัญข้าว”เพราะถือคติความเชื่อว่าขณะที่เราทำการเกี่ยวข้าวและนวดข้าว เราใช้เท้าเหยียบย่ำข้าวจึงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมทำพิธีเพื่อขอขมา มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ บุญกุ้มข้าวใหญ่ว่า การทำบุญด้วยข้าวจะได้บุญมหากุศลมาก ดังเช่นเมื่อครั้งพุทธกาลมีเรื่องเล่าถึงพี่น้อง 2 คนเป็นชายช่วยกันทำนา เมื่อถึงช่วงข้าวเป็นน้ำนมน้องชายชวนพี่ทำข้าวมธุปายาสถวายพระภิกษุ แต่พี่ชายตอบปฏิเสธไม่ทำ พี่น้องจึงแบ่งนากันคนละส่วน พอน้องได้ส่วนของตนมาจึงทำทานถวาย 9 ครั้งคือ ช่วงข้าวเป็นน้ำนมทำข้าวมธุปายาสถวาย ช่วงข้าวเม่าทำข้าวเม่าถวาย ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เวลาจักตอก เวลาใช้ตอกมัดฟ่อนข้าว เวลากองในลาน เวลาทำลอมข้าว เวลาขึ้นยุ้งฉาง เวลาเก็บในยุ้งฉางแล้ว จนต่อมาผู้เป็นน้องได้เกิดในชาติตระกูลเป็นบุตรพราหมณ์ร่ำรวยมหาศาล มีนามว่า อัญญาโกณฑัญญะและได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก่อนสาวกทั้งปวงซะอีก อีกทั้งยังได้เป็นปฐมสาวกที่ได้รับการยกย่องว่า รัตตัญญู คือ ผู้รู้ราตรีนานส่วนพี่ชายได้บังเกิดเป็นเพียง สุภัททปริพพาชก เท่านั้นเพราะทำทานน้อยกว่าน้องชาย ชาวอีสานจึงนิยมทำทานด้วยการทานข้าวนั่นเอง นอกจากทำนาแล้วบ้านไผ่ยังเป็นเมืองชุมทางในสมัยโบราณที่การเดินทางจะไปมหาสารคามหรือจะไปร้อยเอ็ด มันเป็นจุดแวะพักที่อำเภอนี้ คนจีนยุคนั้นจะมาอยู่เยอะเพื่อทำการค้าพวกพืชไร่เช่นมันสำปะหลัง ถั่ว อ้อย มันแกว หรือพวกฝ้าย เส้นด้าย สีย้อม ฯลฯ คนในเมืองบ้านไผ่จะนิยมส่งลูกหลานเรียนหนังสือสูงๆ และสมองดีกันมาก เด็กในตลาดจะแข่งขันกันเรียนหนังสือดั้นด้นเข้ามาเรียนในตัวจังหวัด และมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่เป็นมหาวิทยาลัยเปิดทำการหาข้อมูลแล้วถึงขนาดมาเปิดวิทยาเขตที่อำเภอบ้านไผ่นี้ ใครในตัวจังหวัดที่อยากเรียนกฎหมายกับมร.สามารถลงทะเบียนที่บ้านไผ่โดยไม่ต้องลงไปเรียนที่กรุงเทพฯ และสามารถเรียนควบคู่กับการเรียนมหาลัยอื่นได้เพราะดูหนังสือไปสอบเองคือพออายุ 22 ก็ได้นิติศาสตร์บัณฑิตควบอีกใบเลย นอกนั้นแล้วบ้านไผ่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงโบราณวัตถุโบราณสถานอีกหลายที่ เช่น พระธาตุเจดีย์ฟ้าระงึม พระเจ้าใหญ่ผือบัง พระเจ้าใหญ่มงคลหลวง พระพุทธหลวงปู่กุกุ ซึ่งล้วนแต่มีอายุกว่า 800 ปี มีรอยพระพุทธบาท ภาพเขียนจิตรกรรมโบสถ์โบราณ และยังมีสถานท่องเที่ยวธรรมชาติ คือ อ่างเก็บน้ำนาโพธิ์ อ่างเก็บน้ำหนองนาวัว และแก่งละว้า ป.ล. ที่บ้านไผ่ยังมีการทอผ้าไหมมัดหมี่อันลือชื่อที่พี่แสงธูปกะจะไปลงหลักปักฐานด้วยน่ะแหละ ..
สวัสดียามดึกครับ ขอบคุณ"หนูอ้อย"มากครับสำหรับข้อมูล ดูสิผมตั้งใจจะไปเรียนทอผ้าไหมแต่กลับลืมคำว่า"ผ้าไหมมัดหมี่"ไปเสียได้พอ"หนูอ้อย"พูดขึ้นมาเลยนึกได้ว่าเขาเรียกว่าอะไร "มนต์รักที่ราบสูง"
สมัยนี้คำว่า"คนบ้านนอก"คงไม่มีใครพูดกันแล้วคงเปลี่ยนเป็น"คนต่างด้าว"แทน มีอยู่ครั้งหนึ่งสมัยผมเป็นเด็ก น้าสาวของผมเดินทางมาจากขอนแก่นเข้ามาหาแม่ของผมที่กรุงเทพ เขาก็เล่าให่ฟังว่า กว่าจะมาถึงเกือบถูกรถชนแถมคนขับรถยังตะโกนด่าว่า"อยากตายหรือไงEควาย" แม่ผมเลยถามว่า"แล้วเอ็งทำยังไง" น้าบอกว่า"ฉันก็ด่ามันกลับไปเลยนะสิใครจะไปยอม" แม่ผมก็เลยถามต่อว่า"แล้วเอ็งด่ามันว่าอะไร" น้าตอบว่า"มรึงนะสิบักวัว" (ด่ากลับได้เจ็บแสบจริง ) (มุกไม่ฮาพาเพื่อนเงียบ) "โอ้โฮ้บางกอก" บุษบา อธิษฐาน
ขอลาแล้วครับสำหรับค่ำคืนนี้ ขอเอาความรักและความห่วงใยใส่ไว้ในไปรษณีย์ฝากไปกับดวงดาวถึงเพื่อนๆบ้านดินเหนียวทุกคน "ไปรษณีย์ดาว" ไม้เมือง ราตรีสวัสดิ์ครับ