Diana Krall เป็นนักร้องโปรดคนนึงค่ะในสไตล์แจ๊ซ และ The Look Of Love แทบจะกลายเป็นเพลงประจำตัวเธอไปแล้ว เพลงนี้แต่งโดย Burt Bacharach สมัยแม่มะนาวดังมาก ได้ดูรายการโชว์ของเขาด้วย โชคดีที่เมืองไทยนำมาให้ดู และเพลงนี้ เป็นเพลงประกอบในหนังเรื่อง James Bond ด้วย Casino Royale รุ่นเก่า แต่ไม่ใช่ตอนใหม่ อ้าวมีทำซ้ำแฮะ ฟังเพลงนี้ต้อง Diana Krall คนเดียว คนอื่นไม่เหลียวแล
ชอบฟังเพลงแจ๊ส เหมือนกันค่ะ แต่ไม่ขั้นเทพเหมือนพี่มะนาวกะน้องหนูอ้อย สายลมหัดฟังตามเจ้านายญี่ปุ่น และก็ได้ไปดู concert ของ Sadao Watanabe ด้วยค่ะ เสียค่าบัตร 500 เอง สองชั่วโมง
เมื่อกี๊ไป Mango Mania มา อยู่ใกล้ที่ทำงานขับรถ 5 นาที หลังโซ้ยก๋วยเตี๋ยวเรือมื้อเย็น(ถ้วยเล็กๆแป้งไม่แยะ) เลยตบท้ายด้วยพุดดิ้งมะม่วง ส่วนน้องสาวทานสตรอเมเนีย นางบอกว่าเข้มข้นมาก สตรอเป็นสตรอไม่ปนน้ำเชื่อมเหมือนที่อื่น ฝากพี่สายลมและพี่แสงธูปแบ่งกัน ส่วนพี่มะนาวคงอิ่มแล้ว .. เห็นทางร้านบอกว่าที่ กทม.นั้น Mango Mania อยู่ที่สยามพารากอน ลองไปชิมกันดู ทั่วไทยตอนนี้มี กทม. ขอนแก่น เชียงใหม่ อุดรค่ะ
ขอบคุณค่ะน้องหนูอ้อย เมื่อเดือนที่แล้วอยากกินไอติมมะม่วงมั่กก พาเจ้าชาลีฝ่าความร้อนไป swenzen ที่โรบินสันราชบุรี มีไอติม อกร่องทอง พี่สายลมไม่ค่อยโปรดอกร่องทองถ้าเป็นมะม่วงสด คิดว่าไอติมอาจจะอร่อยก็ได้ ตั้ง 79 บาท กินแล้วบอกว่า ไม่ถูกใจค่ะ จำไม่ได้ว่า พี่มะนาวหรือน้องหนูอ้อยบอกว่า แดรี่ควีนก็มี พรุ่งนี้ต้องไปอีกจะลองแวะไปดูค่ะ เป็๋นสาวก ไอติมมะม่วงเหมือนกัน ของหนองโพก็อร่อยนะคะแต่อยู่ไกล
เป็น MV จากหนังเรื่องเดียวกัน Dance With Me ได้ทั้งฟังเพลง และดูเต้นรำ ชอบหนังเรื่องนี้มาก ได้ดูทางเคเบิ้ล พยายามหาแผ่นมาดู หาไม่มีเลย ขนาดตอนไปสิงคโปร์ หายังไม่มี เพลงเพราะ พระเอกน่ารักมั่กๆ นางเอกก็คนโปรด
สวัสดียามดึกครับ มาไม่ทันไอติมโคนละลายหมดเหลือแต่โคน สงสัยตู้เย็นบ้านดินเหนียวเสียแน่ๆหรือเปล่า โชดดีมีพุดดิ้งเหลืออยู่ "กลิ่นเกล้า" นริส อารีย์
อีกหนึ่งผลงานเพลงเก่าที่ใครหลายคนอาจลืมไปแล้วแต่เคยได้ยินแว่วๆมาบ้าง "หนุ่มเรือนแพ" กาเหว่า เสียงทอง ราตรีสวัสดิ์ครับ
Jonas Brothers - Year 3000 Went out to the backyard to find out if it was.. ฟังเพลงเพ็ทช็อปบอยของพี่มะนาวแล้วนึกถึง Jonas Brothers ในเพลง Year 3000 มีเนื้อเพลงท่อนหนี่ง .. Boy bands and another one and another one... and another one! ก็เป็นจินตนาการตอนนั่งไทม์แมชีนไป บลาๆ .. หนุ่มกลุ่มนี้เป็นพี่น้องหน้าตาดี ดูแล้วฟินนนน โดยเฉพาะตอนไปเล่นที่ทำเนียบขาว อยากจะกรี๊ด ..บี๊บ บี๊บ บี๊บ บี๊บ เย้ .. Jonas Brothers '"Drive My Car" (The Beatles Cover) White House - Washington, DC
พูดถึงทำเนียบขาวก็อดไม่ได้ที่จะโชว์คลิปตอนที่ Paul McCartney ร้องเพลงจีบ first lady 555+ Paul McCartney - MICHELLE Paul เลยโดนตลกแบบ Jerry Seinfeld แซวซะม้วน Jerry Seinfeld performs at the Gershwin Prize, White House
ไม่ใช่แจ๊สขั้นเทพไรหรอกค่ะ ฟังอยู่ไม่กี่เจ้า แค่ชอบฟังชอบค้นไปเรื่อย เจอที่น่าสนใจก็นำมาฝากกัน อย่างลูกทุ่งชอบฟังบรรยายของท่านแสงธูป มีเกร็ดน่าสนใจมาก พี่มะนาวหรือพี่สายลมก็เหมือนกัน มีมุมมองที่ต่างกันออกไปในการมองสิ่งเดียวกันซึ่งบางทีเราก็นึกไม่ถึง แชร์กันแล้วมีความสุข ขอบคุณอินเตอร์เน็ตนะคะ ..
พูดถึงเรื่องไลน์ ..ก่อนที่จะมาเป็น "ไลน์" อย่างในทุกวันนี้ (มีพัฒนาไปถึงไวร์เลสแล้วด้วยซ้ำ) ขอนำประวัติศาสตร์ของ line แบบ Wichita Lineman ซึ่งเป็นคนธรรมดามาเล่าสู่กันฟัง (พักนี้คำว่า "คนธรรมดา" กำลังเข้าสมัย 555+) Wichita Lineman คือเพลงหนึ่งที่ดังมากในยุค 60's ต่อกับ 70's ร้องโดย Glen Campbell ซึ่งผู้แต่งคือ Jimmy Webb ที่ได้แรงบันดาลใจขณะขับรถผ่าน Washita County ในรัฐ โอกลาโฮมา ..เว็บบเห็น lineman กำลังทำงานขึงสายปีนป่ายในที่สูง คิดเล่นๆว่าหากไม่มีเจ้าหน้าที่เหล่านี้-การสื่อสารที่เป็นสื่อกลางให้ชาวบ้านทั่วไปแฮบปี้พูดคุยกันได้ก็คงเป็นหมัน กลับกันในขณะที่ชีวิตของ lineman ช่างแสนเหงาเปล่าเปลี่ยวเสียเหลือเกิน เพลงนี้จึงเป็นบทเพลงของคนธรรมดาที่ไพเราะมาก มีศิลปินดังๆโคเวอร์เพลงนี้หลายคน เช่น James Taylor, R.E.M. เว็บบพูดไวัสักที่หนึ่งว่าเพลงนี้เขาเขียนถึงคนธรรมดาๆ "I wanted it to be about an ordinary fellow." ประโยคนี้ทำให้ Billy Joel นักร้องดัง "โดน" เข้าอย่างจัง จึงพูดถึงเพลงนี้อย่างชื่นชมว่า .. 'Wichita Lineman' is 'a simple song about an ordinary man thinking extraordinary thoughts.' ก็ให้ดังนั้น เมื่อเว็บบจัดทำอัลบัมของตนในเวลาต่อมา เขาจึงเชิญบิลลี่มาร่วมร้องเพลงนี้ซึ่งบิลลี่ก็ตอบรับด้วยความยินดี .. JIMMY WEBB and BILLY JOEL - WICHITA LINEMAN status:
กำลังมะงุมมะงาหรากับการพิมพ์ อ้าวหนูอ้อยโพสต์แระ พักทานข้าวละซิคะ ศิลปินเป็นอะไรที่มองเห็นธรรมชาติ และสิ่งต่างๆรอบตัวแล้วนำมาอธิบาย ผ่านเสียงเพลง ผ่านรูปภาพ ผ่านภาพวาด หรืองานฝีมือต่างๆ หรืองานเขียน แม่มะนาวนี่สมกับเคยมีคนดูดวงให้ตะก่อน ว่าชาติที่แล้วเป็นทหาร เป็นนักรบ มิน่าคอยจะบู๊ท่าเดียว อิอิ แต่จริงๆเป็นคนชอบดูต้นไม้ ดอกไม้ (คุณ) สายลม แต่ไม่เอาแสงแดด ถ้าสมัยก่อนละใช่ ตอนหน้าหนาวไปนั่งเรียนกัน ที่สนามหญ้าโรงเรียน ส่วนมากเป็น reading ที่ไม่ต้องใช้สมุดจด หรือกระดานให้อาจารย์เขียน อย่าว่าแก่ที่ชอบเล่าแต่ ความหลัง แค่อยากถ่ายทอดบรรยากาศสมัยก่อน ที่อยู่สบายๆ แบบไม่มีชนชั้น (คำนี้ก็ฮิตเหมือนกัน) เพราะลูกนายพล ก็นั่งเรียนข้างเรา
มุมมองที่ต่างกัน อาจเป็นด้วยวัย ประสบการณ์ ที่ผ่านมา ถ้าเรายอมรับ และฟังซึ่งกันและกัน สังคมคงดีกว่านี้
เล่าสู่กันฟัง ความลับของลมหายใจ.... หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ผู้นั่งสมาธิ อย่างสม่ำเสมอมีใบหน้าอ่อนกว่าวัย ก็เพราะ พวกเขาได้มีโอกาสฝึกหายใจ ให้ลึก ยาว และละเอียดบ่อยครั้งนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะช่วย เพิ่มความสงบสุขในใจ และลดสารความเครียด ที่เรียกว่า "คอร์ซิตอล" (อันเป็นสาเหตุหลัก ของความแก่ชราก่อนวัยอันควร)แล้ว การหายใจอย่างเต็มปอด ยังช่วยฟอกเลือด ที่นำพาออกซิเจน ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของใบหน้าอย่างทั่วถึง และสม่ำเสมอ ทำให้ใบหน้า ดูมีน้ำมีนวล เต่งตึง สดใส อ่อนกว่าวัย และสุดท้ายเลือดเหล่านั้น ก็ยังช่วยขับสารพิษตกค้างต่างๆ (detox) ออกจาก อวัยวะ ทุกส่วนของร่างกาย และบนใบหน้าได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย จะสังเกตได้ว่า เวลาที่เราโกรธ กลัว ตกใจ เครียด หงุดหงิด กังวล หรือทุกข์ ลมหาย ใจของเราจะสั้นและตื้น แต่เวลาที่เรามความสุข สงบ มีพลัง นิ่ง สุขุม มั่นใจ สบายใจ ลมหายใจของเรา จะยาวและลึก. ทั้งนี้สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ หากเราตั้งใจหายใจให้ยาว และลึกสัก 4-5 ครั้ง สมองของเราจะถูกหลอกว่า เรากำลังรู้สึกสบาย สุขุม และมีพลังเช่นกัน กระบวนการนี้เรียกว่า การทำ "Biofeedback" ( การป้อนกลับทางชีวภาพ) โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ. เทคนิคการหายใจ ที่ดีคือ การหายใจอย่าง "ละเอียด" ซึ่งเป็นการหายใจให้...ช้า ลึกและเบา โดยสูดลมหายใจเข้า จนสุดปอด ให้หน้าท้อง และหน้าอกพองตัว จนไม่สามารถพองต่อไปได้อีก แล้วจึงค่อยๆ ปล่อยลมหายใจออก...ยาวๆ อย่างไม่รีบร้อน จนหมดทั้งปอด ทำเท่านี้เพียง 3-4 ครั้ง ก็จะ รู้สึกว่าร่างกายเริ่มเบา ใจเริ่มเย็น จิตเริ่มโล่ง และสมอง เริ่มปลอดโปร่งขึ้นแล้ว. ถามว่าต้องทำ และต้องฝึกบ่อยแค่ไหน คำตอบคือ "รู้ตัวเมื่อไหร่ ก็ทำเมื่อนั้น" หรือทำทุกครั้ง ที่รู้สึกว่าจิตเริ่มตก คือ เริ่มกลัว โกรธ กังวล เหนื่อย เครียด เบื่อ เซ็ง ท้อ ทุกข์ ชีวิตของคนเรา แท้จรืงอยู่ได้ด้วยลมหายใจ ที่เชื่อมต่อกัน และการหายใจ ที่ดีก็เป็นเครื่องมือ ในการสร้างจิตใจที่สงบ สร้างชีวิตที่ประสบความสำเร็จ และสร้างสุขภาพ ให้ยืนยาวที่ง่ายที่สุด. หลายคนเสียเงินทองมากมาย ไปกับการเข้าคอร์สบริหารจิต หรือปลุกพลังต่างๆ ในราคาแสนแพง โดยลืมหันกลับ มาหา... สิ่งมหัศจรรย์อันล้ำค่า ที่อยู่ตรงปลายจมูกของเรานี่เอง
มีความสุขทุกโพสเพราะตั้งความหวังไว้ว่าในโลกไซเบอร์ที่เราไม่รู้จักใคร (และใครก็ไม่รู้จักเรา) " จะรับผิดชอบทุกโพส " ทั้งเนื้อหา ข้อมูล และตัวสะกด เคยบอกเพื่อนสนิทว่า โพสที่มีคุณภาพจะมีพลังในตัวเอง จึงไม่สนไลค์ เยอะแยะที่โพสแล้วไม่มีคนกดไลค์ให้ ก็ยังไม่เห็นตายนิ
นั่งฟังเพลง Wichita Lineman ที่คุณหนูอ้อยนำมาเปิดพร้อมคำบรรยายแล้ว ความเหงาเข้ามาจับจิตเลย คิดถึงสมัยทำงานก่อสร้างเวลาไปต่างจังหวัดเปลี่ยนที่รกร้างให้กลายเป็นตึกสูง บรรยากาศดีมาก พอเลิกงานตอนเย็นนั่งมองคนงานหุงข้าวหาปลา(บางคนไปขุดหา"แย้"ผมไม่ค่อยชอบเลยมันคล้ายๆน้องตุ๊ก...) เห็นควันได้กลิ่นกับข้าวโชยมาคิดถึงคนไกลว่าป่านนี้ทำอะไรอยู่หนอ มีคนทำถนนอีกทีทำทางให้เราได้ใช้กันต้องจากบ้านไปไกลเปลี่ยนความกันดารให้เป็นความเจริญ ผมขอนำเสนอเพลงที่คล้ายๆกับที่คุณหนูอ้อยเปิดนะครับ ผมหาต้นฉบับตอนที่คาราวานเล่นร่วมกับ"สมัย อ่อนวงศ์"(นักร้องหมอลำรุ่นเก่า)ไม่ได้ ซึ่งผมชอบรูปแบบนั้นมากกว่า "คนทำทาง"
ที่จริงแล้ว Billy Joel พูดถึงเพลง Wichita Lineman ไว้มากกว่านั้นอีก ซึ่งนอกจากพูดถึง lineman แล้ว ยังให้เครดิตคนในอาชีพต่างๆเช่นงานก่อสร้าง ชาวไร่ คนงานอพยพ คนขับรถบรรทุก จนความซาบซึ้งต่อเพลงทำให้บิลลี่ถึงกับน้ำตาไหล .. " it actually brought tears to my eyes. I had never really told anybody how close to the truth that was." "What I was really trying to say was, you can see someone working in construction or working in a field, a migrant worker or a truck driver, and you may think you know what's going on inside him, but you don't. You can't assume that just because someone's in a menial job that they don't have dreams ... or extraordinary concepts going around in their head, like 'I need you more than want you; and I want you for all time.' You can't assume that a man isn't a poet. And that's really what the song is about." อารมณ์อ่อนไหวไปกับงานศิลป์แบบนี้หนูอ้อยเคยรู้สึกกับตนเอง และทั้งเคยลงเรียนวิชา Music Appreciation เลยสัมผัสอารมณ์ประมาณนี้ของบิลลี โจเอล และของท่านแสงธูปได้ ..
พูดเรื่องแย้ .. คุณพ่อของหนูอ้อยเป็นศิษย์เก่ามข.เหมือนกันกับลูก ชอบเล่า ปวศ.ให้ฟัง (เหมือนพี่มะนาวชอบรำลึกอดีตหละ จึงเดาว่าอายุพอๆกัน) คุณพ่อเล่าว่ามาจากจังหวัดอื่นสอบติดที่นี่จึงต้องอยู่หอพัก เลยต้องเอาข้าวที่บ้านมาหุงเอง สมัยนั้นไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ใช้เตาแบบเสียบปลั๊กที่มีขดลวดสปริงขดๆเป็นวงกลมตรงกลาง ส่วนกับข้าวคือแย้หลังหอ เรียนเสร็จก็ชวนกันไปยิงแล้วมาตากแดดที่ราวตากผ้า ใช้ไม้หนีบหนีบเป็นตัวๆ เรียกว่า "แย้แดดเดียว" นำมาย่างที่เตาไฟฟ้า เวลาเด็กๆหนูอ้อยเรียนโรงเรียนสาธิตต้องนั่งรถคุณพ่อขับผ่านหอต่างๆ ท่านก็ชี้ชมหอหลังนั้่น ราวตากผ้าซุมนี้ ดูศิษย์เก่าท่าทางจะภูมิใจมีความสุขมากๆ คือพูดเรื่องแย้แล้วมีความสุข 555+
เคยมีคน(เคย)เป็นเพื่อนถามว่า ทำไมคนไม่กดไลค์ให้ ทั้งที่คนอื่นก็โพสต์ข้อความทำนองเดียวกัน แล้วโพสต์หลังเขา แต่คนนั้นได้ไลค์ วันนี้บังเอิญไปเจอข้อความนี้เข้า เลยคิดฝากลมไปบอก จะยอดไลค์ ยอดวิว มันเป็นแค่ตัวเลข ที่สำคัญคือ เราจริงใจหรือเปล่า แล้วมันคงจะมีพลังในตัวอย่างหนูอ้อยว่า ตอนที่สร้างบ้านแต่แรก ไม่เคยคำนึงถึงด้วยซ้ำ แค่อยากเขียนเล่าอะไรๆที่ผ่านมา เปิดเพลงอะไรๆที่ชอบ เล่าเรื่องหนังที่ดูแล้วติดใจ กะเอาไว้อ่านเอง สำหรับแม่มะนาวชอบวิธีการเล่าแบบใสๆของคุณแสงธูป เหมือนเพลงลูกทุ่งๆที่เปิด เข้าใจง่าย เห็นภาพตาม ภาพของชีวิตที่ห่างตัวแม่มะนาวเอง เพราะเป็นคนที่โตมาในกทม.ตลอด สำหรับหนูอ้อย ช่วงเวลาที่แม่มะนาวไปพักร้อน และกลับมา หนูอ้อยเปิดตัวมากขึ้น เลยดีใจ เพราะบ้านนี้ไว้ใช้พัก ยามเหนื่อย เลยได้เห็นหนูอ้อยเล่าโน่นนี่มากขึ้น เขียนแบบคนรุ่นใหม่ มองเห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในความวุ่นวาย ดูเป็นคนมีความสุขกับชีวิต ทำให้คนอ่านสดชื่นตาม ส่วนคุณสายลม ก็คล้ายแม่มะนาวหรือคุณพ่อหนูอ้อย ชอบเล่าเรื่องเก่าๆ จะเล่าเรื่องที่ทำให้เรามีความสุข เล่าเรื่องสิ่งที่เข้ามาในชีวิต และสนุกกับมัน คงไม่ใช่เพราะเราสูงวัยน๊า หนูอ้อยบอกว่าเรียน Music Appreciation เป็นสิ่งใหม่ที่เคยได้ยิน ถ้าว่างๆเล่าให้ฟังบ้าง แม่มะนาวจบวรรณคดีประเทศนอก เพราะชอบอ่านและแกมถูกบังคับโดยเพื่อน (แบ่งตามคะแนนภาษาอังกฤษ)
MV เพลงนี้ แม่มะนาวชอบมาก ดีทั้งบทพูด การแสดง โดยเฉพาะสีหน้าของพงษ์พัฒน์ ในช่วงที่ได้ฟังเสียงระนาด จากเดิมสีหน้าที่แสดงถึงการถูกท้าทาย แล้วค่อยๆอ่อนโยน ในช่วงท้าย ทำได้แบบไม่มีที่ติ
Art Appreciation Exercise & Physiology for Fitness, Health and Beauty Music Appreciation เหล่านี้เป็นตัวอย่างของวิชาเลือกเสรีที่แต่ละคณะต้องลงทะเบียนเรียน แม้เลือกเสรีแต่บังคับว่าต้องนับหน่วยกิตให้ครบ สารภาพตามตรงว่าหนูอ้อยไม่ได้เรียนโปรแกรมศิลป์ (ถ้าบอกว่าจบคณะไรคงต้องงงกันไม่มากก็น้อย555+) แต่ความชอบส่วนตัวคือเรียนเรื่องศิลป์ๆพวกเนี้ย และแอบตั้งชื่อเล่นให้ว่า อาร์ตอัปรีย์ มิวสิคอัปรีย์ คือเรียนเพื่อให้ชีวิตมีสุนทรีย์กับศิลปะ และดนตรี รวมทั้งกีฬา ..และที่ตั้งชื่อเล่นให้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับครูหรือวิชา เพียงแค่ขำๆกัน กายบริหารก็ไม่ใช่ขนาดเอาเป็นเอาตายแต่เรียนเพื่อให้รู้ถึงการเบิร์นที่ถูกวิธี มีแถมเรื่อง nutrition การกินที่ถูกส่วนในแต่ละมื้อ ส่วนมากอาจารย์ก็จะพาฟังเพลงหลากหลาย ให้รู้จักศิลปะมากมาย ยกตัวอย่างบางทีพาไปดูการทำงานของดีเจในสถานีวิทยุ หรือพาไปยิม หรือฟังโน่นดูนี่แล้วทำรายงานมา เรื่องแบบนี้ไม่มีสอบ อาจารย์จะให้คะแนนความสนใจ การแสดงความคิดเห็น ไรแแบบนี้ หนุกกว่าเรียนวิชาเครียดๆในคณะเป็นไหนๆ ตัวอย่างหนังสือ ^^
ได้ A เฉพาะวิชาเลือกนี่หละเพราะโม้เก่ง วิชาหลักก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ล้วนยากๆทั้งนั้น วิชาเลือกเสรีที่คณะสัตวแพทย์ก็มี เช่น การบริบาลแมว (น่าจะเหมาะกับพี่มะนาว) การเลี้ยงปลาสวยงาม บางคนก็ไปลงลีลาศกับคณะศึกษาศาสตร์ (เลียนแบบ Dog Show ของพี่มะนาว ) คณะศิลปกรรมก็สอน การออกแบบของที่ระลึก เป็นต้น ( ในที่นี้เป็นขวด 555+) สนุกๆทุกวิชาเลย อยากเรียนแต่แบบนี้จัง..
สำหรับผมตอนเรียนนี่ผมคิดว่าเป็นช่วงที่มีความสุขมาก.ยิ่งตอนม.1-3นี่สนุกมากๆ อยากไปโรงเรียนทุกวันเลย ไปเจอเพื่อน ไปเจอคนที่เราแอบปิ๊งและคนที่แอบปิ๊งเรา ผมเองไม่มีโอกาสได้ไปสัมผัสชีวิตเด็กมหาลัยเคยลงเรียนที่"รามคำแหง"ครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่จบเพราะใช้เวลาไม่เป็น ฟังจากพี่มะนาวกับคุณหนูอ้อยเล่าแล้วคงจะสนุกมาก ผมคงต้องขอลาไปก่อนสำหรับค่ำคืนนี้ ฝากอีกสักหนึ่งผลงานเพลงให้เพื่อนๆลองฟังกัน "เรื่องราวความรักของชายหนุ่มที่ส่งให้สาวเจ้าได้ดีแล้วเธอก็จากไปเหลือไว้แต่ความฝันที่พังทลายและหัวใจที่แหลกสลาย" "น้ำตาสิบล้อ" สัญญา พรนารายณ์ ราตรีสวัสดิ์ครับ
ชีวิตเรียนหนังสือสนุกตอนมัธยมเหมือนกัน เจอเพื่อนแทัที่ยังคบมาจนทุกวันนี้ พ่อแม่รู้จักกัน เรียนคณะเดียวกัน ไม่เคยผิดใจกัน อะไรจะขนาดนั้น เข้ามาอ่านพวกเราที่นี่ด้วยล่ะ อุ๊ย ใคร..
Stevie Wonder and Paul McCartney - Ebony and Ivory ebony (black) and ivory (white) เพลงนี้พอล แมคคาร์ตนีย์คนเขียนได้แรงบันดาลใจจากการเห็นคีย์ดำและขาวบนเปียโนซึ่งพอลตระหนักว่าการที่เพลงจะไพเราะได้ ก็เพราะ harmony ของคีย์ทั้งสองสี เข้าสู่ปรัชญาของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ต่างสีผิว ..หากเรียนรู้ที่จะให้ผู้อื่น ..เราทุกคนต่างอยู่ร่วมกันได้ ebony (Stevie Wonder) and ivory (Paul McCartney)