ทางแก้มีเพียงหนึ่งเดียวคือต้องเลิกทำอะไรแบบตั้งรับ แล้วหันมาปลูกฝังนิสัยจดจ่อกับงานอย่างแน่วแน่ จากหนังสือ "คิดไม่ต้องเค้น (The Accidental Creative)" สำนักพิมพ์วีเลิร์น
น่ากินมากครับ ซี่โครงหมูย่างนี้ มันอาหารดั้งเดิมของจีนใช่ไหมครับ หรือว่ามันเป็นอาหารฝรั่ง แต่ฝรั่งชอบมาก ผมเห็นที่เมืองนอกโดยเฉพาะอเมริกา เวลาอยากจะกิน ก็ไปร้านอาหารจีนซื้อห่อกลับบ้านมากินกัน แต่แม่บ้านฝรั่งนี้ เวลาเขาทำพวกหมูย่างที่มีเชือกมัดเป็นบ่องๆ คล้ายหมูกรอบ แกเคยทำอวดให้กินที่หนึ่ง อร่อยมาก อยากจะขอแกกินทั้งก้อนเลย แต่แกก็ให้แค่ชิ้นเดียว ขอเพิ่มก็เกรงใจ จำได้ว่าคิดถึงน้ำจิ้มบ้านเรามากเลย
สวัสดียามดึกครับ "สุดขอบฟ้ามองเห็นดินเคียงดาว แต่คงได้แค่มองเพราะเดินไปแค่ไหนก็ไม่มีวันถึง" "ดาวมีไว้เบิ่ง" ไหมไทย Cr : sarawut phansawat
สวัสดียามดึก (พี่สาวเราหายไปไหนเอ่ย) วันนี้นั่งลงเพลงใส่มือถือให้แม่ แม่จดชื่อเพลงไว้ให้ส่วนใหญ่เป็นหมอลำ มีหลายเพลงที่ผมลืมไปแล้ว กลับมานั่งฟังใหม่แล้วก็ให้คิดถึง "เกี่ยวข้าวคอยนาง" สมจิตร บ่อทอง Cr : Mr.Mathi Waengwan ท้องนาที่"ขอนแก่น"(บ้านไผ่)เมื่อสามสิบปีก่อนมันแล้งแต่ก็สามารถอยู่กันได้เพราะไม่มีความต้องอยากได้อะไรมากมายแค่มีกินไปวันๆก็พอแล้ว สมัยนั้น"นำ้รอยตีนวัว"ยังกินกันได้เลย "มือสังหาร" สมจิตร บ่อทอง Cr : bunterd nutmee
หากหยาบคาย อย่าว่ากันน้าาาาา พาเที่ยวตลาดบ้านๆที่เมืองน้ำดำ กาฬสินธุ์ จาก เห็ด หมากทัน พม่าห้ามจอดรถขวางหน้าร้าน พม่าขายน้ำผึ้งค่าาาา อิอิ
เนื่องในวันวาเลนไทน์สำหรับ "คู่ชีวิต" ข้อคิดดีๆจากเว็บพันทิป การที่คนสองคนจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่แค่คำว่ารักอย่างเดียว แต่มันมีส่วนประกอบอื่นปลีกย่อยอีกมากมาย การใช้ชีวิตคู่สำหรับผมมันคือบ้านสี่เสา เสาแรกคือ ความรัก เสาสองคือ ความเข้าใจ เสาสามคือ ความเชื่อใจ เสาที่สี่คือ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปเสียไม่ได้ ขาดไปเหมือนบ้านที่เสาหายไป มันจะเริ่มไม่มั่นคงและมันจะตั้งคงอยู่ไม่ได้ ความรักมันมีแน่นอนอยู่แล้วเปรียบเสมือนเสาเอกของบ้าน คนสองคนตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ก็เพราะความรักที่มีให้กันและกัน แต่ ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่มีการให้เกียรติกัน ก็จะไม่มีคำว่าเข้าใจ ไม่มีคำว่าเข้าใจก็จะไม่เชื่อใจ ไม่เชื่อใจกันก็จะไม่มีความรัก ถ้าไม่เชื่อใจกันก็จะเริ่มไม่ให้เกียรติกัน และจะเริ่มไม่เข้าใจกันสุดท้ายก็จะหมดรักกัน ถ้าไม่เข้าใจกันก็จะไม่เชื่อใจกัน และตามมาด้วยการไม่ให้เกียรติกันในที่สุด และสุดท้าย ความรักที่เคยมีให้กัน มันก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป กว่าจะเป็นเสาแต่ละต้นขึ้นมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะภายในเสานั้นมีสิ่งปลีกย่อยอีกมากมายประกอบขึ้นมา ถ้าเป็นไม้ก็ต้องใช้ไม้อย่างดีที่แข็งแรงทนทานผ่านการไส การขัด การเคลือบ กว่าจะได้เสามาสร้างบ้าน ถ้าเป็นเสาปูน ก็ต้องมีทั้งเหล็กเส้น ทั้งทราย ทั้งน้ำ ทั้งหิน ที่ต้องมีสัดส่วนที่พอเหมาะ จึงจะเป็นเสาที่แข็งแรงสามารถนำมาใช้ได้ เมื่อมีบ้านที่น่าอยู่ ก็ต้องพยายามทำความสะอาดปัดฝุ่น "ทิฐิ" ออกไปจากบ้าน เพราะมันเป็นตัวการที่ทำให้ไม่สบายทั้งปวง ไม่สบายตา เห็นแล้วก็พาลหงุดหงิดไม่สบายใจ พอไม่สบายใจก็เริ่มไม่สบายตัวนอนไม่หลับ คันฝุ่น จะเช็ดทันทีที่เห็น หรือจะปล่อยไว้ให้มันเริ่มหนา ? จนบางครั้งอาจจะทำความสะอาดยาก เพราะฝุ่นมันเกาะติดแน่นเกินไปแล้ว ส่วนคำว่าศักดิ์ศรี เจอได้บ่อยมาก จะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าต่างฝ่ายต่างถือศักดิ์ศรีของตนเป็นหลัก ลดราวาศอกกัน ถอยกันคนละก้าวเมื่อมีปัญหา เมื่ออยู่ด้วยกัน ศักดิ์ศรีควรจะมีร่วมกันของครอบครัว ไม่ใช่ของใครของมัน บางครั้งทิ้งมันไปบ้างก็ได้กับคำว่าศักดิ์ศรี เพราะมันจะทำให้เกิดคำว่าอัตตาตามมา ------------------------------------------------------------------------------------------------ เมื่อใครที่มีความรักนั้น ขอให้ดูแลทะนุถนอมมันไว้ให้ดี อย่าให้บ้านที่อยู่ร่วมกันต้องขาดเสาค้ำไปทีละเสา เพราะบ้านจะเริ่มไม่มั่นคง มีอะไรควรหันหน้าคุยกัน เสาต้นไหนเริ่มผุกร่อนถ้าไม่ซ่อมแซมมัน ปล่อยให้มันผุพังไปเรื่อยๆ สุดท้ายเสานั้นก็จะพังลง และสิ่งที่เพียรสร้างมายาวนานนั้นมันอาจจะพังทลายได้ในพริบตา บ้านคือที่อยู่อาศัย ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน #ชายไทยไม่ทราบนามสกุล สิ่งที่ ผญ. ทำลายความสัมพันธ์และคุณค่าในตัวเองลงโดยไม่รู้ตัว 1. ท้าให้เลิกประจำ ถามว่า เบื่อแล้วละซิ หมดโปรแล้วสิ จะเลิกกันเหรอ 2. ไร้เหตุผลแบบสุด ๆ เช่นทะเลาะกันแล้วไม่คุย จะไปเที่ยวผับกินเหล้าให้ ผช.ไปตามง้อ 3. เอาแต่ใจตัว เห็นแก่ตัว โดยไม่รู้ตัว ต้องการความรัก การดูแลเอาใจใส่จากผู้ชายตลอด ทุกวัน ทุกเวลา ซึ่งบางเวลา ผช. ไม่ว่าง ให้ไม่ได้ก็ตามจิก ในมุม ผญ. จะมองว่า ทำไมฟระ แค่นี้ให้ไม่ได้เหรอ ? ไม่เหมือนเดิม ? แต่สำหรับ ผช. มันคือ มิงเคยคิดถึงใจกุ บ้างไหม ? 4. ไม่ฟังเหตุผล อ้างว่าก็ที่บ้านสอนมาแบบนี้นี่หว่า ก็จะทำแบบนี้ ใครจะทำไม 5. มีการจับผิดทุกเรื่อง ซึ่งในมุม ผญ. คือ ถ้าไม่ทำผิดปิดบังไรไว้ทำไมต้องกลัว. ในมุม ผช. การไม่จับผิดคือการให้เกียรติอย่างสูงสุด. การจับผิดไม่มีประโยชน์ เพราะถ้า ผช. เขาคิดนอกใจต่อให้จับผิดให้ตายมันก็นอกใจอยู่ดี. แต่ผู้ชายที่ดี ถ้า ผญ. ไปจับผิด คือ คุณกำลังผลักไสให้ ผช. หนีไปจากคุณ เพราะรู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ใกล้คุณ (อยู่ใกล้ก็โดนจับผิด จึงต้องหนีไปไกลๆ) ฝากไว้ครับจากประสบการณ์ตรงของตัวผมเอง คู่ผมทะเลาะกันทุกวัน ก่อนเลิก ด้วยเรื่องประมาณนี้ครับ. #พันธุ์ชิท
เพลงนี้ผมเคยฟังตอนนั้น คุณกิ๊ก วารุณี นำมาร้องประกวดไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ What's up-กิ๊ก วารุณี Thailand's Got Talent 2012 Cr : ไอ้ต้น หล่อ มาก พอได้ฟังที่คุณ"ฮิวตัน"เปิด ก็นั่งนึกอยู่สักพักว่ามันคุ้นๆเหมือนเคยฟังจากไหน
สวัสดียามดึกครับ "จากมาเพราะชะตาชีวิต คิดถึงเสมอ อยากเจอ อยากเห็นหน้า ความรักประทับทุกอย่างที่เป็นเธอไว้ในใจในสมองของฉัน" "วอนลมเกี่ยวใจ" สลา คุณวุฒิ Cr : Phin Thip "อยู่รอเพราะคำสัญญา คิดถึงเสมอ อยากเจอ อยากเห็นหน้า ความรักและคำสัญญาทำให้ฉันยังคงมีความสุขที่จะรอ" "คอยลมเกี่ยวใจ" อรวี สัจจานนท์ Cr : Na Sasinunt "สายลมพัดผ่านไปพร้อมกับกาลเวลา ความรัก คำสัญญา สุดท้าย..ก็ไม่มีไม่เหลืออะไรสักอย่าง มีเพียงแต่นำ้ตาที่หยดลงในความทรงจำ" ราตรีสวัสดิ์ครับ
เมื่อวานได้อ่านที่ใครคนนึงเอามาโพสต์เอาไว้.. แต่เป็นภาษาอังกฤษ เลยเอาเวอร์ชั่นภาษาไทยมาแชร์กัน "เรื่องของโรส นักศึกษาที่แก่ที่สุด" วันแรก ของการเปิดเทอมในมหาวิทยาลัยนั้น อาจารย์ของเราได้เข้ามาแนะนำตัว และบอกให้พวกเราทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักมาก่อน ผมยืนขึ้นแล้วมองไปรอบๆ มีมือๆ หนึ่ง เอื้อมมาจับไหล่ของผม ผมหันไปพบกับหญิงชราร่างเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่น ที่ส่งรอยยิ้มอันเป็นประกายมาให้ รอยยิ้มนั้นทำให้เธอดูสดใสอย่างยิ่ง หญิงชราคนนั้นกล่าวขึ้นว่า 'สวัสดี พ่อหนุ่ม ฉันชื่อโรส อายุ 87 แล้ว มาให้ฉันกอดสักทีสิ ' ผมหัวเราะกับท่าทางของเธอ และตอบอย่างร่าเริงว่า 'แน่นอน ได้สิครับ' แล้วเธอก็กอดผมอย่างแรง ผมถามเธอว่า 'ทำไมคุณถึงมาเรียนมหาวิทยาลัย เอาตอนที่ยังสาวแถมยังไร้เดียงสาแบบนี้ล่ะ' เธอตอบด้วยเสียงปนหัวเราะว่า 'ฉันมาหาสามีรวยๆ ฉันจะได้แต่งงานด้วย แล้วมีลูกสักสองสามคน ' ผมขัดจังหวะเธอ 'ไม่เอาครับ.. นี่ถามจริงๆ ' ผมสงสัยจริงๆ ว่า อะไรทำให้เธอมาเรียนตอนที่อายุขนาดนี้ เธอตอบว่า "ฉันฝันมานานแล้ว อยากเรียนจนจบปริญญา และตอนนี้ ฉันก็กำลังจะได้ปริญญาที่ฉันฝัน' หลังเลิกเรียนวิชานั้น เราเดินไปที่อาคารสโมสรนักศึกษาด้วยกัน และนั่งกินชอคโกแลตปั่นด้วยกัน เรากลายเป็นเพื่อนกันในทันที ตลอดสามเดือนหลังจากนั้น เราจะออกจากชั้นเรียนพร้อมกัน และจะไปนั่งคุยกันไม่หยุด ผมนั้นประหลาดใจเสมอเมื่อได้ฟัง 'ไทม์แมชชีน' ลำนี้ แบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ของเธอให้กับผม ตลอดปีนั้น โรสได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยของเรา และเธอนั้นจะเป็นเพื่อนได้กับทุกคนในทุกที่ที่เธอไป เธอรักที่จะแต่งตัวดีๆ และดื่มด่ำอยู่กับความสนใจ ที่นักศึกษาคนอื่นๆ มีให้กับเธอ เธอใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เมื่อถึงตอนสิ้นสุดภาคการศึกษา เราได้เชิญโรสให้มาพูดที่งานเลี้ยงของทีมฟุตบอลของเรา ผมไม่เคยลืมเลยว่า เธอได้สอนอะไรให้กับเรา พิธีกรแนะนำตัวเธอ และเธอก็เดินขึ้นมาที่แท่น...ตอนที่เธอกำลังเตรียมตัวที่จะพูดตามที่เธอตั้งใจนั้น เธอดันทำการ์ดที่บันทึกเรื่องที่เธอจะพูดตกพื้น เธอทั้งอาย ทั้งประหม่า แต่เธอโน้มตัวเข้าหาไมโครโฟนแล้วบอกว่า 'ขอโทษด้วยนะ ที่ฉันซุ่มซ่าม ฉันเลิกกินเบียร์มาตั้งนานแล้ว แต่วิสกี้นี่มันแรงจริงๆ ฉันคงจะเอาเรื่องที่เตรียมไว้มาอ่านไม่ทันแล้ว งั้นฉันก็คงได้แค่บอกเรื่องที่รู้ให้กับพวกคุณก็แล้วกัน' พวกเราทุกคนหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง จนตอนที่เธอเริ่มต้นว่า 'พวกเราทุกคนนั้น ไม่ได้หยุดเล่นเพราะเราแก่หรอก แต่แก่เพราะว่าเราหยุดเล่น มีเคล็ดแห่งความหนุ่มสาว มีความสุข และประสบความสำเร็จอยู่ 4 ข้อด้วยกัน 1) "หัวเราะ" หาเรื่องสนุกๆ ให้ขำทุกวัน 2) "ต้องมีความฝัน" เมื่อไรก็ตามที่สูญเสียความฝันของคุณไป คุณตาย มีคนมากมายที่ยังเดินไป เดินมาอยู่ทั้งๆ ที่ตายไปแล้ว แถมยังไม่รู้ตัวอีกต่างหาก 3) การที่คุณ 'แก่ขึ้น' กับ 'โตขึ้น' นั้นมันต่างกันมาก... ถ้าคุณอายุ 19 แล้วนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ 1 ปี และไม่ทำอะไรเลย ปีถัดมาคุณจะอายุ 20 ตอนนี้ฉันอายุ 87 ถ้านอนเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยตลอดทั้งปี ปีหน้าฉันก็จะอายุ 88 ดังนั้นทุกๆ แก่ขึ้นหมด ไม่ต้องใช้สติปัญญาความสามารถอะไรเลย แต่การ "โตขึ้น" นั้นอยู่ที่การรู้จักแสวงหาโอกาสในการเปลี่ยนแปลงเสมอ 4) "อย่าเสียใจภายหลัง" คนแก่ส่วนมาก ไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำ แต่เสียใจกับสิ่งที่ยังไม่ได้ทำต่างหาก มีแต่คนกลัวตายเท่านั้นที่เสียใจภายหลัง เธอจบการพูดของ เธอด้วยการร้องเพลง 'The Rose' อย่างเต็มที่ และเธอได้แนะให้พวกเราทุกคนศึกษาเนื้อร้องของเพลงนั้นและเอาความหมายเหล่านั้น มาใช้กับชีวิตประจำวันของพวกเรา เมื่อสิ้นปีการศึกษานั้น โรสก็ได้รับปริญญาที่เธอได้เริ่มฝันไว้เมื่อนานมาแล้ว หนึ่งสัปดาห์หลังจบการศึกษา โรสจากไปอย่างสงบ เธอนอนหลับไปและไม่ตื่นขึ้นอีกเลย นักศึกษากว่าสองพันคนไปร่วมพิธีศพของเธอ เพื่อแสดงความเคารพ ต่อหญิงชราผู้วิเศษ ผู้ได้สอนให้พวกเขาได้รู้ ด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า "ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเป็นทุกสิ่งที่คุณสามารถเป็นได้" จงจำไว้ว่า "การแก่ขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเติบโตขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ เราอยู่ได้ด้วยสิ่งที่เราได้รับ แต่เราจะมีชีวิตอยู่เพราะสิ่งที่เราให้ไป" เครดิต : KKU GROUP
ลองเอากระทู้นี้ของพันทิปให้อาซ้ออ่าน เป็นผู้หญิงเขียน เผื่อจะได้เข้าใจกันมากขึ้น ช-ญ คิดไม่เหมือนกันหลายอย่างในเรื่องความรักค่ะ (ได้แต่เอาของคนอื่นที่คิดว่าเขียนได้ดีมาลง เพราะตัวเองก็ยังไม่มีบทเรียนเท่าไหร่เรื่องนี้) http://pantip.com/topic/31767884 ข้อคิดดีๆสำหรับคู่รักทุกคู่ ขออย่าให้มีใครเจ็บปวดซ้ำรอยแบบเราอีกเลย นี่คือตัวอย่างบางส่วนของเนื้อหากระทู้ที่เขียนได้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายมาก .. - ธรรมชาติของผู้หญิงกับผู้ชายนั้นต่างกัน "เมื่อผู้หญิงมีเรื่องไม่สบายใจอะไรเกิดขึ้น เธอจะระบายอารมณ์นั้นออกมาโดยการพูดหรือเล่าให้ใครสักคนหนึ่งฟัง อาจมีการวีนบ้าง เหวี่ยงบ้าง ใส่อารมณ์บ้าง แล้วแต่พื้นฐานนิสัยของแต่ละคน เมื่อเธอระบายทุกอย่างออกมาหมดแล้ว เธอจะรู้สึกโล่งใจ ปลอดโปร่ง ความรู้สึกจะกลับมาเซ็ตใหม่ที่ศูนย์อีกครั้ง เรื่องราวเก่าๆถือว่าจบและไม่ใส่ใจอีก ทำตัวปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น (เพราะเธอได้ระบายออกมาแล้วนั่นเอง) ผู้ชายบางคนถึงกับแปลกใจว่าทำไมแฟนของพวกเขา บทจะงี่เง่าก็งี่เง่ามากๆ บทจะดีก็ดีราวกับนางฟ้า (และบางทีการเที่ยวไประบายกับคนอื่นนอกครอบครัว หากมาเข้าหูฝ่ายชาย เขาอาจรู้สึกว่าไม่ให้เกียรติเขาด้วยก็เป็นได้ ทำไมไม่มาคุยกับเขาตรงๆ เอาไปประจานทำไม ช-ญ คิดต่างกันมากเรื่องการ "ระบาย" ของ ญ) เรื่องน่าตลก(ร้าย)สำหรับผู้ชายก็คือ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักเอาอารมณ์ต่างๆไปลงไว้ที่คนรักของเธอ เพราะคิดว่าผู้ชายที่เธอรักย่อมเข้าใจเธอดี ยอมรับเธอ และอดทนกับเธอได้เสมอ ทั้งที่ความจริงคือในครั้งแรกๆผู้ชายจะง้อและพยายามทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็ตาม เพื่อให้ปัญหาตรงหน้าจบ แต่ในใจของผู้ชายนั้น กลับไม่ได้กลับไปเซ็ตความรู้สึกไปที่ศูนย์เหมือนกับผู้หญิง ผู้ชายจะค่อยๆติดลบทางความรู้สึกไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ความอดทนก็หมดลง ความรักและความหวานชื่นที่เคยมีมาก็จะเริ่มจางลง เพราะมีสิ่งที่คอยบั่นทอน" " ..ชีวิตคู่ของคนส่วนใหญ่ เมื่อผู้หญิงได้รับความรักมาจากผู้ชาย เมื่อได้รับ.. ได้รับ.. ก็กลับอยากได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงแต่ละคนแสดงออกไม่เหมือนกัน บางคนอยากได้มากขึ้น ก็แลกกลับไปด้วยความรักและความดีที่ตัวเองมีอยู่ บางคนอยากได้มากขึ้น ก็แลกกลับไปด้วยความง๊องแง๊ง งี่เง่า ปัญญาอ่อน บางคนอยากได้มากขึ้น ก็แลกกลับไปด้วยความหึงหวง ความไม่มีสาระ แล้วเวลาผู้ชายเริ่มรับมือไม่ไหว ก็มักจะโดนกดดันด้วยคำที่ว่า "ใช่ซี๊.. ชั้นมันเก่าแล้วนี่ หมดโปรแล้วนี่ มีกิ๊กรึเปล่า บลาๆๆ" ทั้งที่จริงๆแล้วผู้ชายอาจจะยังไม่มีอะไรในใจเลย แต่กลับโดนกล่าวหาไปแล้ว จนวันหนึ่งผู้ชายเริ่มเบื่อและรับมือไม่ไหว ผู้หญิงก็คิดว่าผู้ชายเปลี่ยนไปทั้งๆที่ไม่ได้สำรวจตัวเองเลยว่าที่ผ่านมา เราอยู่กับเค้ายังไงมาบ้าง ถ้าเราเป็นเค้า มองในมุมกลับกัน เรารับได้รึเปล่า ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายเค้าไม่เข้าใจผู้หญิงเราหรอกว่าเราอยากได้อะไร เราโกรธเรื่องอะไร เราเสียใจ เราน้อยใจเรื่องไหน ถ้าไม่อยากเสียเค้าไป มีอะไรบอกเค้าดีๆ บอกกันตรงๆ ว่าเมื่อกี๊ที่ทำแบบนั้น เสียใจจัง อย่าทำอีกเลยนะคะ แล้วลองเปิดใจฟังเหตุผลเค้าดูว่าทำไมเค้าทำให้เราเสียใจ ถ้าเหตุผลเค้าไม่พอ ก็ค่อยๆปรับ ค่อยๆเรียนรู้กัน อยากให้เค้าทำอะไรให้เราก็บอกผู้ชายเค้าไปตรงๆ เช่น เย็นนี้มารับได้รึเปล่า ถ้าเค้าบอกว่าไม่ได้ ก็ใช้เหตุผลพิจารณาต่อไปว่า ทำไมเค้ามาไม่ได้ ถ้าเหตุผลเพียงพอ ก็โอเค รับฟังกัน ปล่อยวาง อย่าไปคาดหวัง แต่ถ้าเหตุผลมันงี่เง่ามาก ก็คุยกันดีๆว่าทำไมเลือกแบบนั้น ทำไมไม่เลือกทำแบบนี้ ค่อยๆคุยกันอีก หาเหตุผลและทางออกที่ดีที่สุดแก่ทั้งสองฝ่าย มีอะไรให้บอกเค้าไป ไม่ชอบอะไรบอกเค้าไป แล้วรับฟังผู้ชายของเราด้วยความตั้งใจ อย่าไปยึดติด อย่าไปคาดหวัง แล้วเราจะไม่เจ็บ และเมื่อเราปล่อยวางได้ คนรักจะยิ่งแคร์เรามากขึ้นด้วย เพราะผู้ชายเค้าชอบคนที่เข้าใจเค้า ยิ่งเราให้เกียรติเค้า เค้าก็จะยิ่งให้ความรู้สึกดีๆกับเรากลับมา" ********************************************************************** ความพลัดพราก....แม้จะเป็นความทุกข์ แต่การยึดติดของเราต่างหากที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ยิ่งกว่า ถ่านแดงๆนั้นร้อนแน่ แต่ที่เราเจ็บปวดก็เพราะ....ไปกำมันไว้แน่นในมือไม่ใช่หรือ ********************************************************************** " - ทุกสิ่งมันเป็นธรรมชาติ พอเรารักก็อยากยึด อยากครอบครอง อยากเปลี่ยนแปลงเค้าให้เป็นแบบที่ใจเราต้องการ " เช่น อยากให้เค้าถึงบ้านแล้วโทรบอกเราสักหน่อย โดยเราใช้คำว่า "เป็นห่วง" แต่จริงๆแล้วมันก็แค่สนองกิเลสเรา ที่อยากให้เค้ารายงานตัว เท่านั้นเอง หรือเปล่า ลองปรับที่ตัวเองก่อน เช่นว่า เค้าจะทำอะไร จะโทรไม่โทร.. ธรรมชาติของเค้า อย่าไปคิดเยอะ ปรุงแต่งมาก เพราะที่เราทุกข์เนี่ยนะ เพราะเกิดจากความคิดของเราเองล้วนๆ มองดูใจตัวเองตอนมันดิ้น ไม่ได้อย่างใจ แล้วเราจะรู้ว่า เออนะ เอาแต่ใจจริงวุ้ย!! สำหรับบางคู่ที่หมดรักแล้ว ไม่ใช่ว่าจะกลับมารักอีกไม่ได้ แต่ถ้าจะกลับมารักอีกได้เราต้องทำตัวใหม่ ไม่ใช่คนแบบเดิมๆ มีคนบอกว่า "ถ้าเราทำเหตุแบบเดิมๆ ผลที่ได้มันก็ได้แบบเดิมๆ" ต่อให้คนรักกลับมาคืนดี แต่เราเป็นแบบเดิม สุดท้าย ผลมันก็จะจบแบบเดิมนั่นเอง สำคัญมากคือกลับมารักตัวเองก่อน ให้ความสำคัญ ให้คุณค่ากับตัวเองก่อน เค้าจะทำอะไร ไม่ทำอะไร ความสุขของเรามันไม่ได้ไปผูกติดอยู่ที่เค้า เราก็มีความสุขของเราเองได้ การลองปรับตัวแบบนี้.. ทั้งหมดก็เพื่อตัวเราเอง เค้าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือไม่กลับมาก็ว่ากันไป อย่างน้อยๆเมื่อมีความรักอีกครั้ง มันจะดีกว่าที่เคยเป็นมาแน่นอน" - พุทธศาสนามองว่าความรักมีสองประเภท (บางส่วนของข้อความ : พระไพศาล วิสาโล) "กล่าวคือ ประเภทหนึ่งเป็นความรักที่มีความยึดมั่น ถือมั่น เป็นเจ้าเข้าเจ้าของเพื่อตอบสนองตัวตน หรือหวังความสุขเพื่อปรนเปรอตัวตน เราเรียกว่า "สิเนหะ หรือเสน่หา" เป็นความรักที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า รักแบบมีเงื่อนไข เช่น ต้องถูกใจฉัน ต้องพะเน้าพะนอฉัน ส่วนความรักอีกประเภทหนึ่งเป็นความรักที่เป็นความปรารถนาดี ไม่มุ่งหรือคาดหวังให้เขามาปรนเปรอตน เป็นความปรารถนาดีโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว อันนี้เรียกว่า "เมตตา" ความรักที่เจือด้วยกิเลส ที่ยังผูกติดกับเรื่องตัวตน ที่จริงแล้วเราไม่ได้รักสิ่งนั้นอย่างจริงจังหรอก เรารักตัวเราเองต่างหาก แต่เนื่องจากสิ่งนั้นให้ความสุขเรา ปรนเปรอเรา เราเลยผูกใจ ปรารถนาสิ่งนั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่สิ่งนั้นไม่ได้สนองให้เป็นไปดั่งใจหวัง ไม่พะเน้าพะนอเรา ไม่ปรนเปรอเรา เราก็เกลียด ผิดหวัง เสียใจ ถ้าเข้าใจความรักและรักอย่างมีเมตตา ต่อให้เราถูกคนรักทำร้ายจิตใจ หรือเขาเปลี่ยนแปลงไป เราก็จะไม่เจ็บ ไม่ปวด หรือเจ็บปวดน้อยที่สุด ด้วยความที่เราใจดีมีเมตตาต่อเขานั่นเอง" บทสรุปเรื่อง ช-ญ "ความต้องการของผู้ชายและของผู้หญิงนั้นไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผู้ชายต้องการมากที่สุด มิใช่เซ็กส์ แต่คือเกียรติยศและศักดิ์ศรี จริงอยู่เขาคงชอบเซ็กส์ แต่การได้รับเกียรติก็ต้องมาก่อน ส่วนผู้หญิงต้องการความรัก ความใกล้ชิด การทะนุถนอม ความอบอุ่น ความมั่นคงปลอดภัย จากผู้เป็นสามี ถ้าเธอได้สิ่งเหล่านี้ เซ็กส์ถึงไหนถึงกันได้เสมอ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ อย่าหวังเข้าใกล้เลย ไม่อยากให้แตะต้องตัวด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้รับความรัก ก็หมดรักหมดใจไปด้วย แต่ผู้ชายจะให้สิ่งดังกล่าวนี้กับคุณหรือใครก็ไม่ได้ ถ้าคุณไม่มีศรัทธาในตัวเขา มองเขาไม่ขึ้น หรือไม่ให้เกียรติ หรือให้ความเชื่อมั่นในตัวเขา เขาจะไม่มีแรงให้ความรัก หรือเป็นผู้นำที่มีพลังไปได้เลย และในใจเขาจะมีแต่ความระทมขมขื่นตลอดเวลา แต่พูดไม่ออก เพราะเขาจะรู้สึกด้อยกว่าคุณ ไม่เคยรู้สึกว่ามีค่าในสายตาคุณ และต้องต่อสู้กับความไม่มั่นใจเช่นนี้อยู่เสมอไป ขอให้คุณถามซึ่งกันและกัน ว่าข้อคิดเห็นนี้เป็นความจริงหรือไม่? และเกี่ยวข้องกับปัญหาของพวกคุณในขณะนี้หรือไม่? คุณทั้งสองจะรู้ดีที่สุด .... ****************************************************************** ชีวิตคู่ ไม่เคยง่าย และถ้าง่ายบ่อยๆ มันก็จะกลายเป็นมักง่าย และถ้า มักง่ายบ่อยๆ ก็จะเลิกกันง่ายๆ ถ้าแค่นี้ ยังบอกว่ายาก อย่าทำความลำบากให้ชีวิตคนอื่น ด้วยการลากเขามาลงนรกเป็นเพื่อนเราเลย ชีวิตคู่ที่แท้จริง สองฝ่ายต้องอยู่บนสวรรค์ และช่วยกันพยายามโบยบินให้ขึ้นสูง ฉุดดึงอีกฝ่ายที่บินขึ้นไม่ไหว ไม่เสียใจที่ตัวเองอาจจะบินไม่ค่อยไหว หากลังเลใจวอกแวกเมื่อไหร่ อาจบินร่วง ทำกันเสียใจเมื่อไหร่ ก็ลงนรก ทั้งคู่
ต: กูพึ่งเลิกกับเมีย ฮ: ทำไม? ต: เล่าเรื่องตลกให้ฟังแล้วมันไม่ขำ ฮ: เฮ้ย เรื่องแค่นี้เอง ต: แต่ชู้ที่แอบในตู้มันเสือกขำ บองใต @bongtai
ใช่ครับคุณแสงธูป ผมก็เคยฟังเธอนานแล้วหลายปี จริงๆหลายคนยังว่าเธอร้องได้น่าติดตามกว่า (ร้องจนฟังว่า เพลงนี้เพราะ) แต่เธอก็ร้องได้อารมณ์จริงๆ
ถ้าคนไทยอยู่ที่หน้าตาอย่างเดียวเลย หน้าตาดี ขาวอวบไปนิด..แต่น่ารัก หน้าตาแย่ ยายอ้วน..ตัวกลมเป็นหมูเชียว
เยอรมันอารยะขนาดนี้เลย คือตอนรถติด มีการเว้นช่องตรงกลางไว้ให้เผื่อมีกรณีฉุกเฉิน วิธีคิดคนในสังคมเยอรมัน รถติดก็หลบข้างทางเผื่อเหตุฉุกเฉิน เช่นรถพยาบาลจะได้ผ่านตรงกลางไปได้ ในภาพคงเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ รถจะติดมาก ส่วนช่วงวันธรรมดา ถ้ามีรถฉุกเฉินมา รถเลนซ้ายต้องหลบซ้าย รถเลนขวาต้องหลบขวา ( อธิบายโดยคุณผู้รู้ในเยอรมนี อิอิ ) มาดูคลิปกัน .. Einsatzfahrt am 30.12.2015 zu einem Verkehrsunfall auf der BAB 13 ( Hier ein Video von der Einsatzfahrt am 30.12.2015 zu einem Verkehrsunfall auf der BAB 13. )
lucid illusion@soshigonal เคยจะเรียกตุ๊กๆ ไปเสาชิงช้า โบกปุ๊บพี่คนขับจอดปั๊บ เรา: ไปเสาไฟฟ้าค่ะ พี่คนขับ: ไปต้นไหนดีครับ โอ๊ยยยย ขำน้ำตาไหล 555555555555555555555
นักวิทยาศาสตร์พบความจริงที่น่าตะลึงว่า ปลา Opah ปลาตัวแรกของโลกที่มีเลือดอุ่นเหมือนนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ^^ นักวิทยาศาสตร์กำลังใส่เครื่องวัดอุณหภูมิเข้าไปในกล้ามเนื้อบริเวณอกของปลา Opah เพื่อตรวจวัดระดับความร้อนในร่างกายของมัน เราทราบกันมานานแล้วว่า ปลาเป็นสัตว์เลือดเย็นเหมือนพวกกิ้งก่าและสัตว์เลือดเย็นอื่นๆที่ไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายเอาไว้ได้ ต่างไปจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือนกทั้งหลายที่มีเลือดอุ่น นั่นหมายถึงอุณหภูมิในร่างกายปลาจะเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่นั่นเอง แต่ล่าสุด มีการค้นพบปลาเลือดอุ่นชนิดแรกของโลก นั่นคือปลา Opah มีชื่อทางวิทยาศาสตว์ว่า Lampris guttatus หรืออาจเรียกกันว่าปลา Moonfish ซึ่งมีระบบเลือดที่แตกต่างไปจากเพื่อนปลาด้วยกัน เพราะมันมีเลือดอุ่น ! เรารู้จักปลา Opah มานานแล้วแต่มีรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของมันน้อยมาก Opah มีขนาดร่างกายยาวประมาณ 1 – 1.8 เมตร รูปร่างกลมแบน กินหมึกและปลาขนาดเล็กเป็นอาหาร อาศัยอยู่ในทะเลและมหาสมุทรทั่วโลกที่ระดับความลึกราว 50-200 เมตร (ลึกกว่าความลึกเฉลี่ยของอ่าวไทย) ที่ซึ่งอุณหภูมิของน้ำทะเลค่อนข้างเย็น กล่าวคือประมาณราว 10°C และในบางครั้งมีรายงานการพบปลานี้ที่ความลึกถึง 396 เมตร แต่กลับปรากฏว่า เลือดในร่างกายของมันยังคงรักษาความอุ่นไว้ได้ โดยอาศัยกล้ามเนื้อพิเศษบริเวณอก ผ่านการโบกครีบอกด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง ความร้อนที่เกิดขึ้นจะคงอยู่ในร่างกายของมันโดยชั้นไขมันใกล้ผิวหนังและไหลเวียนไปมาด้วยระบบการทำงานของเหงือกที่ไม่เหมือนเหงือกของปลาชนิดไหนในโลก จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 เนื้อเยื่อในเหงือกของปลานี้จะนำเลือดแดง (เลือดที่ยังไม่ใช้งาน) ที่มีอุณหภูมิต่ำเข้าสู่ร่างกาย ไหลเวียนผ่านกล้ามเนื้อที่สร้างความร้อน จากนั้นเลือดที่ใช้งานแล้ว (เลือดดำ) จะนำความร้อนและคาร์บอนไดออกไซค์กลับจากร่างกายมาเข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยนที่เหงือกอีกครั้ง ผลคือเลือดแดงชุดใหม่ที่กำลังเข้าสู่ร่างกายจะรับการถ่ายเทความร้อนจากเลือดดำที่ไหลเวียนออกมา ทำให้ความร้อนในร่างกายไม่หายไปไหน นักวิจัยเรียกกระบวนการนี้ว่า counter-current heat exchange. เพื่อพิสูจน์ผลการวิจัย นักวิทยาศาสตร์ติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิไว้ในกล้ามเนื้ออกของปลา Opah ที่ยังมีชีวิตแล้วปล่อยมันกลับลงทะเล เมื่อมันดำน้ำลึกลงไปเรื่อยๆ จนลึกกว่า 45 เมตร เครื่องวัดอุณหภูมิก็เริ่มรายงานค่าออกมา ปรากฏว่าอุณหภูมิในร่างกายของมันจะคงที่อยู่เสมอ โดยมีค่าความร้อนสูงกว่าน้ำทะเลรอบตัวราว 5°C ทีมนักวิจัยจะยังคงศึกษาปลานี้ต่อไปโดยจะเน้นไปที่ญาติของมันคือ ปลา Opahที่มีถิ่นกำเนิดในแถบมหาสมุทรที่ไกลออกไปทางใต้ ที่ซึ่งน้ำทะเลมีความเย็นมากกว่านี้ เพื่อดูการทำงานภายในร่างกายของปลาเลือดอุ่นชนิดแรกของโลกนี้ว่าจะสร้างความแปลกใจกับวงการวิทยาศาสตร์ได้มากกว่านี้หรือไม่ http://jimmysoftwareblog.com/node/780