บางที ผมก็ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกับไอ้หงอกเหมือนกันนะ แม้ผมจะไม่ใช่ผมเซเลบส์ออนไลน์เท่ากับมัน คือตอนที่ผมเคยไปเขียนด่าไอ้แม้ว ด่าอีปู ในเพจของ นสพ.แนวหน้า ก็มีคนมากด like คอมเม้นต์ผมตรึมเลย (ผมด่าในแง่กฏหมายกับความกล้ารับผิดชอบ แต่ไม่ได้เล่นในประเด็นหยุมหยิมเรื่องจารีตประเพณี) แต่พอผมไปวิจารณ์ ค่านิยม 12 ประการ นั่นบ้าง ประมาณว่าคนไม่มีศาสนาก็เป็นคนดีได้ หรือคน"ไม่เคารพผู้ใหญ่"ก็ไม่จำเป็นต้องเลว(หากว่าผู้ใหญ่คนนั้นมันเป็นคนเลว ไม่น่าเคารพเสียเอง)ฯลฯ ผมก็โดนขาประจำในเพจนั้นด่ากลับมาตรึมเหมือนกัน ด่าแบบไม่ต้องสมเหตุสมผลด้วย
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าฝ่ายค้านตรวจสอบไม่ได้ แทรกแซงการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ ซ้ำยังดิสเครดิต จะไปต่างอะไรกับสิ่งที่ตัวเองไม่พอใจ
ประวัติศาสตร์ชาติไทย ไม่ว่ารัฐบาลปชต.หรือเผด็จการ ถ้าเกี่ยวกับการทุจจริต คอร์รัปชั่น รัฐบาลแม้วกินขาดทุกรัฐบาล ก็มันเล่นกันเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน คงยากที่จะมีใครลบสถิติลงได้
รู้สึกตัวเองเป็นคนนิสัยดีกว่าแดงสายแจ๋ ไม่ลดลาวาศอก ข้ามเส้นคนอื่นในห้วงเวลาที่ไม่ควรข้าม เท่านั้นเองมั้งเวลานี้
สงสัยในชีวิต ตะแกไม่เคยออกนอกเส้นทาง ออกจากบ้านก็มาที่ทำงาน ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ถ้าคนไทยคิดแบบนี้ทั้งหมด ก็ไม่ต้องเสียเวลาเลือกตั้งซะดีกว่า เปิดประมูลประเทศไทย ครองอำนาจได้ครั้งละ 4 ปี ใครให้ราคาสูงสุด ได้เป็นรัฐบาล ครบ 4 ปี ประมูลกันใหม่
ผมว่าคนที่เขียนบทความนี้ ตีความเอาเองหรือเปล่า ว่ามีการสร้างวาทกรรมต่อต้านคนดี ถึงขนาดมีคนไปประกาศว่าต้องต่อต้านระบอบคนดี ผมยังไม่เคยเห็นนะว่าใครไปประกาศแบบนั้น เพราะการประกาศแบบนั้นมันก็เท่ากับเป็นการประจานตนเองว่า เป็นพวกคนเลวนั่นแหละ แล้วมันจะมีใครไปเชื่อล่ะ ถึงบอกว่าวาทกรรมแบบนี้มันติดตลาดแล้ว ผมมองว่าเอาหลายเรื่องไปปนกันอาจสับสน เช่น เรื่อง ดี เลว เรื่องถูก ผิด หรือเรื่องเห็นต่างทางการเมือง บางเรื่องมันอาจเกี่ยวเนื่องกันได้แต่ไม่ใช่ทุกกรณี เช่น เรื่อง ดี เลว กับเรื่องถูก ผิด เพราะคนดีก็อาจทำผิดได้ คนเลวก็อาจทำผิดได้ แต่คนเลวมักจะทำผิดเสมอ ก็เลยเหมารวมไปเลยว่า เลว ก็คือ ผิด เสมอ ผมมองว่า ดี เลว มันเป็นเรื่องจิตสำนึกของตัวเราเอง ไม่ใช่ต้องคนอื่นยอมรับ หรือสังคมยอมรับ เพราะคนอื่นหรือสังคม ไม่ใช่มาตรฐานที่จะมากำหนดว่า ใครดี ใครเลว มีหลาย ๆ ครั้งที่สังคมก็ผิด หรือสังคมก็ไม่ใช่ว่าดี โดยเฉพาะในสังคมของ โซเชียลเนตเวิร์ค นี่แหละ เราจะเห็นกันบ่อยมาก ที่รุมด่าคนโน้นคนนี้ เพราะมองว่า เขาเลว ซึ่งตามหลักศานาพุทธแล้ว การไปรุมด่าเขาจนเสียผู้เสียคนนั้น มันเป็นบาป ศาสนาพุทธไม่ได้มองว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลว แต่จะมองการกระทำว่า ทำแบบนี้เป็น บุญ ทำแบบนี้ เป็นบาป แต่คนไทยส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ มักจะไปมองตัวบุคคลว่า คนนั้นดี คนนี้เลว มากกว่ามองการกระทำ มันก็เลยนำไปสู่การแตกแยกเพราะไปยึดตัวบุคคลเป็นสำคัญ ศาสนาพุทธไม่พูดเรื่อง ดี เลว เพราะตามหลักศาสนาแล้วเมื่อปฏิบัติไปถึงขั้นบรรลุอรหันต์ ท่านบอกว่าอยู่เหนือความ ดี ความเลว ไปแล้ว แต่ระดับอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ยังอยู่ในขั้นประถม ก็เลยยังยึดกับคำว่า ดี เลว อยู่ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะถ้าไม่ยึดเสียเลย สังคมมันคงวุ่นวายพิลึกละ แต่การยึดคำว่า ดี เลว มันก็ต้องแยกแยะให้ชัด ไม่ใช่เอาหลายเรื่องมาปนกันแล้วสรุปว่า ฝ่ายนั้นดี ฝ่ายนี้เลว เพราะบางกรณีมันเอามาปนกันไม่ได้ เช่น ดี เลว กับถูก ผิด มันไม่สามารถเอามารวมกันได้ทุกกรณี บางครั้งคนดีก็ทำผิดได้ เช่น เราถือศีลห้าเคร่งครัดเลย ไม่เคยทำผิดศีล แบบนี้ถือว่าเป็นคนดีได้ แต่อยู่มาวันหนึ่งขับรถไปตามถนนเกิดหลับใน รถเป๋ไปชนรถคนอื่นเข้า แบบนี้คนดีก็ทำผิดกฎหมายแล้ว แต่การทำผิดกฎหมายแบบนี้มันไม่ได้ทำให้ความดีที่ถือศีลห้ามันขาดหายไป แม้จะปรากฎว่ารถที่ถูกเราชนจะมีคนเจ็บ หรือคนตายก็ตาม เพราะตามหลักศาสนาพุทธมองที่เจตนา เมื่อเราไม่มีเจตนาที่จะทำให้มีคนเจ็บ คนตาย บาปมันก็น้อย แต่ผิดกฎหมายแน่นอน เพราะฉะนั้นมันต้องแยกเป็นกรณีไป คนทำผิดถ้าเราไปสรุปว่านี่คือคนเลว มันต้องเลวชนิดได้ถ้วย คือทั้งชีวิตไม่เคยทำความดีเลย แต่ถ้าทำผิดบางเรื่องบางอย่างเช่น ทุจริต คดโกง มันก็เลวในเรื่องนั้น เท่านั้น จะไปสรุปว่าเลวทั้งชีวิตคงไม่ได้ เพราะทั้งชีวิตอาจมีทำความดีอยู่บ้าง เช่นเอาเงินที่โกงมาเยอะแยะ แบ่งไปสร้างโบสถ์สร้างวิหาร หรือ ไถ่ชีวิต โค กระบือ ด้วยหวังว่าจะได้บาปน้อยหน่อย ก็ถือว่าได้ทำความดีแล้ว แต่จะไถ่บาปได้หรือไม่ คงต้องไปเจรจากับยมบาลเอาเอง
5555 ขำเสร็จขอร้องไห้ต่อเลย การให้เงินก่อนเลือกตั้งเป็นวัฒนธรรม เปรียบเหมือนเงินแต๊ะเอียตอนตรุษจีน ไม่ใช่การซื้อสิทธิ์ขายเสียง นี่คือตรรกะของศาสตราจารย์ คณะเศรษศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อย่างนี้การขายยาย้า สำหรับแกคงเป็นวิสาหกิจชุมชนที่รัฐต้องส่งเสริมกระมัง?
เรามีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยมองอะไรไกลเกินกว่าหีบบัตรเลือกตั้ง ต่อให้ไม่ใช่แค่จ่ายเงินซื้อเสียง แต่ใช้เงินจ้างมือปืนสังหารคู่แข่ง คนพวกนี้ก็ยังพูดได้ว่าไม่เห็นมีอะไรเสียหาย นี่คือการเผยแพร่ประชาธิปไตย
แกจะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่มันไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า ไม่ว่าจะเรียกว่าสินน้ำใจหรือซื้อขายเสียง หรือแจกเงินตามเทศกาล หรืออะไรก็เถอะ แต่ผลลัพธ์ก็คือคนที่ไม่ให้เงินจะไม่ได้รับเลือก ไม่ต่างกัน สรุปก็คือตราบใดที่มีการให้เงิน และจำเป็นต้องให้เพื่อให้ได้รับเลือก เงินก็ยังเป็นตัวตั้งในการเลือกตั้ง ไม่ใช่นโยบายหรือผู้สมัครแต่อย่างใด
เหนด้วยครั่บ เช่น จอมพลถนอม/ประภาส ก็เคยโดนข้อหาคอรัปชั่น จนประชาชนนับหมื่นออกมาต่อต้าน เกิดความขัดแย้งเกือบจะบานปลาย แต่สุดท้ายเขาก็มีความละอายพอที่จะลาออก และไม่กลับมาทวงอำนาจอีก ถูกศาลยึดทรัพย์ก็ไม่โวยวายอะไร ส่วนกรณีที่ออกมาจุดประเด็นเรื่องฆ่าคอมมี่ไม่บาป นั่นก็เป็นการพูดที่ไม่ถูก แต่ผมว่านั่นเป็นเพราะความเกลียดชังส่วนตัว มากกว่าที่จะกลับมาทวงอำนาจ เพราะหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แกก็ไม่ได้กลับมากุมอำนาจแต่อย่างใด? พลเอกสุจินดา ก็เคยตอแหลบอกว่าจะไม่เป็นนายกฯ แต่สุดท้ายก็เป็นเสียเอง ตอนนั้นเขามีบารมีพอจะคุมพรรคการเมืองที่คะแนนเสียงเยอะ แม้ว่าเขาจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่สุดท้ายเมื่อคุมเหตุการณ์จลาจลไม่อยู่ เขาก็ยังยอมถอย ทั้งที่จริงเขาจะชักใยพรรคการเมืองพวกนั้นต่อก็ยังไหว เพราะยังไงพรรคการเมืองพวกนั้นก็มีคะแนนเสียงสูงอยู่แล้วในสภา นี่ก็แสดงว่ามีหิริโอตตัปปะในระดับนึงเช่นกัน ไม่เหมือนนักการเมืองบางคน เคยหากินกับคณะรัฐประหารจนร่ำรวยพอจะมาเล่นการเมือง แต่พอกระเด็นเพราะรัฐประหารบ้าง กลับมาแสดงตัวเป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย ถูกตัดสินยึดทรัพย์ไปแล้ว กลับเสี้ยม ยุยง จัดตั้งฝูงควายออกมาบุกกรุงฯ เผาบ้านเผาเมือง เพื่อที่จะกลับมาทวงอำนาจ จนกระทั่งเอาอำนาจกลับมาในรูปแบบของรัฐบาลหุ่นนอมินี่แล้ว ก็พยายามนิรโทษกรรมตัวเอง(แทนที่จะอุธรณ์คดี หากเห็นว่าไม่เป็นธรรมจริง) จนเกิดเหตุการณ์ประชาชนเรือนแสนออกมาต้าน ยังหน้าด้านลอยหน้าลอยตาบอกว่ากุไม่ผิดๆๆกุโดนรังแก